วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ล้างพิษ

            ดิฉันโดนพิษทุกวัน มีมลพิษรอบด้าน ดิน น้ำ ลม ของกินที่ปรุงแต่งด้วยสีสัน รสชาติ อาหารเผา ทอด ย่าง ยาต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีสารพิษปะปนอยู่ทั้งสิ้น ทำให้ลำไส้ของเราเหมือนถังขยะใบย่อม 




ซึ่งบางคนยังไม่เคยล้างสารพิษในลำไส้เลย เปรียบเหมือนทุกวันเราต้องแปรงฟัน เพื่อขจัดเศษอาหารที่ตกค้างในช่องปาก (ฟัน) ทุกคืนก่อนนอน และตอนเช้าหลังตื่นนอน ดังนั้นเราควรล้างสารพิษในลำไส้ทุกวันเช่นกัน เพราะร่างกายเราได้รับสารพิษในลำไส้ทุกวันอยู่แล้ว

            การล้างพิษ  ให้ประโยชน์ทั้งด้านสุขภาพและความงาม
- เพื่อคืนความอ่อนเยาว์ ภาพตัวอย่าง คลิก

- ฟื้นฟูสุขภาพ คืนความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย

- ผิวพรรณนวลเนียนกระจ่างใส

- พิชิตความอ้วน


             ปรับสมดุลให้ชีวิตด้วยการ DETOX ล้างสารพิษทุกวันเพื่อสุขภาพและความงาม ด้วยผักและผลไม้ หรือสมุนไพร  

             ทราบหรือไม่ว่าสาเหตุของโรคเสื่อมต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หลอดเลือดอุตตัน ภูมิแพ้ โรคหัวใจ โรคข้อ มะเร็งลำไส้ โรคกระเพาะ โรคอ้วน ท้องผูก และอื่นๆ อีกมาก  ล้วนมีสาเหตุมาจากลำไส้ใหญ่และระบบเลือดที่มีปัญหาจากสารพิษตกค้างทั้งสิ้น



เพิ่มคำอธิบายภาพ

วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สมุนไพรไทยที่ใกล้ถูกลืม "สาวร้อยผัว"

             อาจจะเพราะการให้ความสนใจและความรู้ต่อสมุนไพรไทยของบ้านเรายังน้อย ที่ทำให้ปีหนึ่งเราต้องสั่งยาจากต่างประเทศเข้ามามใช่น้อย เมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว
             ทั้งที่ภูมิปัญญาพื้นบ้านในด้านการรักษาและตัวสมุนไพรของไทยเป็นสิ่งที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจ  สมุนไพรไทยบางตัวที่เกือบเป็นตำนาน เช่น "รากสามสิบ" หรือ "สาวร้อยผัว"คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยรู้จัก หรือไม่เคยได้ยินชื่อเลย แต่จริงๆ แล้วมีประโยชน์เป็นอย่างมาก คือเป็นได้ทั้งอาหาร ยา ขนม ผัก หรือเป็นไม้ประดบก็ยังได้
             ส่วนในด้านการเป็นยารักษาโรค "รากสามสิบ"  จะมีคุณค่าในเรื่องการเป็นตัวยาแก้ปัญหาของผู้หญิงภาวะหลังมีประจำเดือน ภาวะหมดประจำเดือน ภาวะมีบุตรยาก หรือช่วยฟื้นฟูในเรื่องของการหมดอารมณ์ทางเพศได้ ช่วยในการกระชับช่องคลอด ทั้งยังช่วยบำรุงน้ำนมได้อีกด้วย รากสดๆ ของรากสามสิบ ยังสามารถนำมาทุุบหรือขูดกับน้ำเพื่อซักผ้าได้อีกด้วย
            ความหลากหลายของสมุนไพรไทยยังมีอีกมาก เราพยายามรณรงค์ให้คนหันมาใช้ในสมุนไพรกันมากขึ้น  เพื่ออนุรักษ์ไว้ซึ่งภูมิปัญญาไทยไม่ให้หายจากโลกนี้

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

กินผัก..ลดอ้วน...ลดโรค

กินผัก ลดอ้วน ลดโรค
             ผัก เป็นแหล่งสำคัญของวิตามอนและแร่ธาตุ รววมทั้งสารอื่นๆ ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย เช่นใยอาหารที่นอกจากจะทำให้อิ่มเร็วขึ้น แล้วยังช่วยในการขับถ่าย พร้อมนำโคเลสเตอรอลและสารพิษที่ก่อให้เกิดดรคมะเร็งบางชนิดออกจากร่างกาย การกินผักสดเป็นประจำและกินให้หลากหลายจะไม่ก่อให้เกิดโรคอ้วนและไขมันอุดตันเพราะผักให้พลังงานต่ำ และยังมีส่วนช่วยในการควบคุมไขมันในเลือด รวมทั้งช่วยป้องกันโรคหัวใจที่เกิดจากเส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจอุดตันที่สำคัญผักมีสารพฤกษเคมี เช่น แคดรทีนอยด์ ฟาโวนอยด์ แอนโธไซยานิน สารเหล่านี้ มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ที่เป็นต้นเหตุสำคัญของโรคร้าย อย่างโรคมะเร็งและโรคหัวใจ เป็นต้น
              เทคนิคการกินผักเพื่อลดอ้วน ลดโรค
- ผู้ที่ไม่เคยกินผัก อาจเริ่มต้นด้วยการกินผักที่ชอบก่อนโดยกินทุกวันเกิด แล้วค่อยๆ เพิ่มวันที่กิน
- กินผักทั้งทีต้องกินให้หลากหลายชนิด หลากสี
- กินผักให้ได้วันละ 4 ทัพพีในเด็กวัยเรียน ผู้ใหญ่ 6 ทัพพีต่อวัน
- กินผักสด หรือผักที่ปรุงแต่งน้อยดีกว่ากินผักแปรรูป หรือหมักดอง
- กินผักตามฤดูกาล จะมีสารพิษตกค้างน้อย
- กินผักพื้นบ้านเป็นประจำ
- เลือกเมนูในแต่ละมื้อควรมีผักเป็นส่วนผสม และ อย่าลืมลดหวาน มัน เค็ม ด้วย
              ขณะนี้ทั่วโลกกำลังลดปัญหาดรคอ้วน และดรคแห่งการเสื่อมเช่นเบาหวาน หัวใจ ความดันสูง ด้วยการส่งเสริมให้คนในชาติได้กินผักให้หลากชนิด หลากสี ดังนี้
- ผักสีแดง มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการกิดมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก ชะลอการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ช่วยลดไขมันในเลือด
- ผักสีส้ม-สีเหลือง ช่วยรักษาสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด ช่วยระบบภูมิคุ้มกัน บำรุงสายตา
- ผักสีเขียว มีสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกัน DNAถูกทำลาย ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดเนื้อร้ายทุกชนิด
- ผักสีฟ้า-สีน้ำเงิน-สีม่วง อยู่ในกลุ่มมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และเส้นเลือดในสมองอุดตัน ยังยั้งชื้ออีโคไล(เชื้อที่ทำให้ท้องร่วง)
- ผักสีขาว-สีน้ำตาล มีสารสำคัญหลายตัว ซึ่งแต่ละชนิดมีมากมาย แตกต่างกันไปดังนี้
สารกำมะถันที่ทำงานร่วมกับวิตามินและเกลือแร่อื่นๆ ที่สร้างเซลล์เล็บ ผม ผิวหนัง
สารฟลาโวนอยด์ชนิดเพกตินและอัลลิซิน เป็นสารที่ไปยับยั้งการเกิดเนื้องอก
สาร6-จิงเจอรอล อยู่ในขิงและข่า มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดไขมันในเลือด ต้านการรวมตัวของเกล็ดเลือด สารกาลานัล เอและบี อยู่ในเหง้าของข่า มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว ช่วยบรรเทาอาหารภูมิแพ้

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

กินไขมัน... แค่พอดี... ไม่มีอ้วน

           ไขมันเป็นอาหารที่จำเป้นต่อสุขภาพ ให้พลังงานและความอบอุ่น อาหารแทบทุกชนิดมีไขมันเป็นส่วนประกอบมากน้อยแตกต่างกันไป ไขมันทั้งจากพืชและสัตว์เป็ฯแหล่งพลังงานที่สูง ให้กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยการดูดซึมของวิตามินที่ละสายในไขมัน คือ วิตามินเอ ดี อี และ เค
            อย่างไรก็ตามปัจจุบันคนไทยกินไขมันมากกว่าในอดีต และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต การกินอาหารที่มีไขมันมากเกินไปทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม ทำให้อ้วนและเกิดโรคอื่นๆ ตามมาซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งสิ้น จึงแนะนำให้จำกัดพลังงานที่ได้จากไขมันในอาหารแต่ละวันอย่างมากที่สุดไม่เกินร้อยละ 20-30 ของพลังงานทีได้รับจากอาหารทั้งหมด
           ไขมันมีทั้งประเภทไขมันอิ่มตัวและไขมันไม่อิ่มตัว การได้รับไขมันอิ่มตัวและโคเลสเตอรอล มากเกินไป จะทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคความดัน และอัมพาตได้ วิธีประกอบอาหารก็มีส่วนทำให้ปริมาณไขมันเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอาหารทอด ผัด และอาหารที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบถือว่าเป็ฯอาหารที่ีมีไขมันสูงจึงควรกินแต่น้อย และมีสารอาหารอื่นน้อยมาก ควรหลีกเลี่ยง เบเกอรี่ทุกชนิดเนื่องจากมีไขมันอิ่มตัวสูง ทำให้การลดน้ำหนักเป็นไปได้ยาก
          เทคนิคยการเลือกและเตรียมอาหารเพื่อกำจัดไขมัน
- เนื้อสัตว์ที่ใช้ปรุงอาหาร ควรเลือกที่ไม่ติดมันหรือติดมันน้อย
-ปรับเปลี่ยนวิธีปรุงอาหารจากการทอดหรือผัด เป็นหารต้ม นึ่ง ย่าง
- ดื่มนมพร่องมันเนยหรือขาดไขมัน
- ลดการกินอาหารแปรรูปพวกแฮม ไส้กรอก กุนเชียง ซึี่งมีไขมันสูง
- หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีไขมันทรานส์สูงเช่น เบเกอรี่ เนยขาว อาหารที่ใช้น้ำมันทอด
- อ่านฏลากก่อนซื้ออาหารทุกครั้งและถ้าเห้นคำว่า มาการีน ครีม เนย ชีส ให้หลีกเลี่ยงอย่างซื้อ เพราะนี่แหละคือของแถมที่มากับความอ้วน
            ดังนั้น การรู้ชนิดของอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะปริมาณไขมันอิ่มตัวและคลอเลสเตอรอล และรู้จักวิธีประกอบอาหารที่จะลดปริมาณไขมันในอาหารได้ ทั้งยังเลือกคุณภาพของไขมันจากอาหารได้อย่างเหมาะสมและเป็นผลดีต่อสุขภาพ

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ลดเกลือ...ลดเค็ม...ลดโรค

           

   เกลือเป็นแร่ธาตุทางโภชนาการชนิดหนึ่ง หรือโซเดียมคลอไรด์ที่หลายคนรู้จัก  เป็นเครื่องปรุงอาหารที่ให้รสเค็ม ที่มีมาตั้งแต่โบราณ อาหารที่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ ที่มีรสเค็มได้แก่ เกลือแกง เครื่องปรุงรสต่างๆ และที่ไม่มีรสเค็มได้แก่ ผงชูรส ผงฟู สารกันบูดและอาหารประเภทเนย เนยเทียม น้ำสลัดชนิดครีมและใส  
                การกินอาหารที่มีโซเดี่ยมมากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อร่างกายและมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ภาวะที่มีโซเดียมมากในร่างกายยังทำให้มีการสะสมของน้ำตามส่วนต่างๆ ของร่างกายทำให้เกิดภาวะบวมน้ำได้ ระดับเกลือแร่ในเลือดสูงเกินไปจะทำให้เลือดแข็งตัวได้ ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แช่น เส้นเลือดในสมองตีบตัน ไตวาย หัวใจวาย การศึกษาพบว่า ถ้ากินเกลือแกงมากกว่า 1 ช้อนชา (6กรัม)ต่อวัน จะมีดอกาสเสี่ยงต่อความดันดลหิตสูงและการกินเค็มจัดมีโอกาสเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารด้วย การกินอาหารที่ผ่านขบวนการน้อยๆ หรืออาหารจากธรรมชาติ เช่นผักสดใบเขียว ในแต่ละวันให้มาก เนื่องจากผักใบเขียวจะมีสารอาหารในกลุ่มวิตามินบี ที่เรียกว่า กรดโฟลิค ช่วยลดความเสี่ยงของสมองภาวะหลอดเลือดอุดตันได้ 20% และโรคหัวใจได้ 15% และยังมีธาตุโพแทสเซี่ยม ช่วยรักษาความเป็นกรดด่างในร่างกาย การกินผักใบเขียวสดเป็นประจำในปริมาณที่มากเพียงพอทำให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้ ช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้อีกด้วย
              วิธีง่ายๆ ในการลดเค็ม
- ลดการใช้เครื่องปรุงรสในอาหาร
- ชิมอาหารก่อนเติมทุกครั้ง
- เลือกกินอาหารสดหรือผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด
- ลดความถี่และปริมาณการกินอาหารที่ใช้น้ำจิ้ม
- ลดการกินขนมหวานที่มีเกลือ
- หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสจัด อาหารหมักดอง อาหารสำเร็จรูป
- อ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง ถ้าจำเป็นเลือกก็เลือกชนิดที่มีโซเดียมน้อยที่สุด
- อาหารที่อ่อนเค็มเพิ่มการปรุงรสด้วยสมุนไพร เครื่องเทศ อาจจะใช้รสเปรี้ยวหรือเผ็ดนำ
              เพียงเท่านี้เราก็สามารถลดการบริโภคโซเดียมลงได้ และมีสุขภาพที่ดีได้อีกด้วย

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ระวัง! หวาน...อันตราย

       

            ความหวานเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบโดยเฉพาะคนที่ติดหวาน แม้อาหารคาวของไทย ในปัจจุบันยังมีการเติมรสหวานด้วย อาหารหวานที่กินมักมีน้ำตาลเป็นส่วนผสม น้ำตาลจัดเป็นอาหารที่ให้พลังงานแต่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการน้ำตาล 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลลอรี่เช่นเดียวกับอาหารในกลุ่มข้าว แป้ง
แต่การกินอาหารกลุ่มข้างแป้งนอกจากจะได้พลังงานแล้วยังได้สารอาหารอื่นด้วย ปัจจุบันคนไทยติดหวานจากการกินน้ำตาลเพิ่มมากขึ้นทุกปี
            น้ำตาลส่วนใหญ่ที่กินแฝงมากับเครื่องดื่มต่างๆที่มักมีรสหวานเช่น น้ำอัดลม ชา กาแฟ นมรสต่างๆ ขนมขบเคี้ยว รวมทั้งเบเกอรี่ทุกชนิด รวมทั้งการเติมน้ำตาลในอาหารคาวประเภทก๋วยเตี๋ยวและข้าวผัด ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานเพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็น
            นอกเหนือจากพลังงานจากอาหารในแต่ละมื้อ ทำให้การลดน้ำหนักเป็นไปได้ยาก อีกทั้งการกินน้ำตาลล้นเกินไปจะส่งให้เกิดโรคที่เป็นภาระต่อตัวเอง ต่อครอบครัว และคนรอบข้าง   ผลเสียของการทานหวานเกินจำเป็นจะทำให้เราสามารถเป็นโรคต่างๆ ดังนี้
- โรคฟันผุ
- โรคอ้วน
- โรคเบาหวาน
- ภาวะไขมันในเลือดสูง
- ร่างกายสูญเสียวิตามินบี
           ดังนั้นจึงไม่ควรกินน้ำตาลอย่างพร่ำเพรื่อเพราะจะทำให้ติดหวานและเป็นโรคต่างๆ ได้โดยง่าย



วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

นอนน้อยกับนอนมาก มีผลต่อชีวิตมากกว่าที่คิด

นอนน้อยกับนอนมาก

นอนน้อยกับนอนมาก
การนอนมีความสำคัญกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เพราะระะหว่างที่เรานอนหลับนั้นร่างกายจะทำการซ่อมแซมและเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ และช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และคืนพลังงานให้ส่วนต่างๆของร่างกาย
การอดนอนหรือการพักผ่อนไม่เพียงพอจึงมีผลกระทบต่อร่างกายเป็นอย่างมาก หลายคนมักจะเข้าใจว่าการนอนน้อยจะทำให้ร่างกายเราตื่นมากขึ้น เผาผลาญได้มากขึ้น ทำให้ลดน้ำหนักได้มากขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด การนอนน้อยจะทำให้ร่างกายเราหิวมากขึ้น ทานได้มากขึ้นและมีการสะสมของไขมันมากขึ้น ทั้งยังทำให้่เกิดโรคต่่างๆ ได้อีกด้วย
หากเรานอนกลางวัน ร่างกายเราจะเผาผลาญพลังงานน้อยลง เราจึงไม่ควรนอนกลางวัน
                แต่การนอนในตอนกลางคืนกลับไม่ได้เป็นแบบนั้น ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐฯ ได้ทำการ
วิจัยแล้วพบว่า คนที่นอนน้อยกว่า 4 ชั่วโมง มีโอกาสเป็นโรคอ้วนมากขึ้นถึง 73% คนที่นอน 5 ชั่วโมงจะมี
โอกาสเป็นโรคอ้วนมากขึ้น 50%  ส่วนคนที่นอนวันละ 6 ชั่วโมง จะมีโอกาสเป็นโรคอ้วนมากขึ้น 23%
                โดยได้อธิบายว่า การนอนน้อยทำให้ร่างกายมีระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป ซึ่งไปกระตุ้นให้ร่างกาย
ของเราอยากทานอาหารมากขึ้นและสะสมไขมันเพิ่มขึ้น รู้อย่างนี้แล้วอย่าลืมนอนหลับให้เพียงพอ วันละ

ประมาณ 8 ชั่วโมง จะได้อ้วนยากขึ้น

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อดอาหารกับการลดน้ำหนัก

การอดอาหารกับการลดน้ำหนัก
      คนเรามักจะเข้าใจว่าการที่เราจะลดน้ำหนักได้นั้นจะต้องงดอาหารทานให้น้อยจึงจะลดได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วการจะลดน้ำหนักนั้นเราจะต้องคุมปริมาณของสารอาหารที่ร่างกายได้รับ หรือการคุมแคลลอรี่ จึงจะทำให้การลดน้ำหนักเห็นผลและลดได้จริง
ความหิวของคนเราเกิดจากความต้องการ “สารอาหาร” เพื่อให้ร่างกายของเราทำงานได้ปกติ
ฉะนั้นหากเราให้ “สารอาหาร” ที่ร่างกายต้องการอย่างครบถ้วน 5 หมู่ ในปริมาณที่เพียงพอ เราก็จะไม่

รู้สึกหิว แต่หากเราให้ “สารอาหาร” ที่ร่างกายต้องการไม่ครบถ้วน ไม่เพียงพอ เราก็จะรู้สึกหิว
             จากความเข้าใจทั้งหมดจึงทำให้เราสามารถสรุปได้ว่า หากเราต้องการลดน้ำหนัก สิ่งที่เราต้องการ
ควบคุมไม่ใช่เรื่องการควบคุมอาหาร แต่เป็นการควบคุมแคลอรี (พลังงาน) ของอาหาร  ไม่ว่าเราจะทานอาหารอะไรก็ตามแล้วได้พลังงานน้อยกว่าพลังงานที่เราใช้ น้ำหนักของเราก็จะลดลง