วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

โสมเกาหลีสมุนไพรบำรุงความจำ,เสริมภูมิต้านทาน ป้องกันความชรา ความดันโลหิต

  1. โสมเกาหลี  

โสมเกาหลี

ทำไมยาอายุวัฒนะถึงต้องราคาแพง ทำไมยาอายุวัฒนะถึงต้องหาซื้อยาก ก็ต้องมีที่มาที่ไปกันหละนะว่า ทำไม ซึ่งยาอายุวัฒนะที่พูดถึงนี่ก็คือ โสมเกาหลี นั่นเอง เรามาทำความรู้จักกับโสมทั้งให้ด้านสุขภาพ และ ด้านความงามกัน แต่ก่อนที่จะได้ถึงจุดนั้น เรามาทำความรู้จักกับการก่อกำเนิดของโสมแบบฉบับย่อกันก่อน

โดยทั่วไปแล้วถ้าเราพูดถึงโสม ทุกคนก็จะบอกเป็นคำเดียวว่า อ้อ #โสมเกาหลี คำตอบที่ถูกคือ ถูกต้องนะครับ แต่ทว่า ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ อันที่จริงแล้ว โสม มีถิ่นฐานหลักๆอยู่ทั้งหมด 3 แหล่งด้วยกัน คือ

เอเชียน จินเซ็ง : นั่นก็คือ #โสมเกาหลี ซึ่งก็ปลูกในประเทศเกาหลีและในประเทศจีน โดยค้นพบว่า โสมเอเชียของเรานี้เป็นโสมที่มีประโยชน์สูง และยังรวมไปถึงเป็นโสมที่มีคุณค่าทางอาหารสุงสุดอีกด้วย

อเมริกัน #จินเซ็ง : โสมอเมริกา มีแหล่งเพาะปลูกอยู่ในแถบประเทศอเมริกา โดยยังพบว่า โสมอเมริกานี้มีคุณประโยชน์และคุณค่าทางอาหารรวมไปถึงประโยชน์ในด้านการรักษาด้วยกว่าโสมที่มีแหล่งเพาะปลูกอยู่ในประเทศแถบเอเชีย

ไซบีเรียน จินเซ็ง : โสมไซบีเรีย ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ซึ่งมีแหล่งเพาะปลูกอยู่ในไซบีเรีย โดยเมื่อเทียบด้านคุณประโยชน์และคุณค่าทางอาหารแล้ว โสมไซบีเรีย มีผลด้านการรักษาด้วยกว่า โสมสองแหล่งแรก

ในท้องตลาดกว่า 90% พบว่า ผลิตภัณฑ์จากโสม เป็นโสมที่มีแหล่งเพาะปลูกอยู่ในประเทศจีน และ เกาหลี และยังพบอีกว่า กว่า 70% เป็นโสมที่มาจากประเทศเกาหลีทั้งสิ้น เพราะโสมจากเกาหลีได้รับขนานนามว่าเป็นโสมที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดในโลก

กว่าที่ชาวบ้านจะปลูกโสมให้พวกเราได้สรรหามาเ ป็นเจ้าของได้นั้นต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5-6 ปี นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมโสมถึงมีคุณค่าทางอาหารสูงสุด เพราะระยะเวลานานมากขนาดนี้จึงส่งผลให้ส่วนรากของโสมเก็บกักอาหารไว้ได้มาก #รากโสม จึงเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ และลักษณะของรากโสมนั้นมีรูปร่างคลับคล้ายคลับคลาไปทางรูปร่างของมนุษย์ มีหัว ตัว แขน ขา พร้อมสรรพ อีกทั้งเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวเรียบร้อยแล้ว ที่ดินที่ปลูกโสมก็ยังไม่สามารถนำไปเพาะปลูกพืชผลอะไรได้ ให้ดีที่สุดต้องปลูกถั่วเพื่อให้อาหารกับดิน เพราะดินบริเวณที่ปลูกโสมนั้น จะเป็นพื้นดินที่ไม่มีธาตุอาหารแต่อย่างใดแล้ว เพราะโสมเค้าพากันเก็บกักไว้ที่รากของเค้าจนหมด ด้วยเหตุผลนี้นี่เอง จึงส่งผลราคาโสมนั้นเรียกได้ว่า แพงมากมาย โดยโสมที่เรารู้จักกันนั้น แบ่งออกเป็น 4 ประเภทด้วยกันคือ

#โสมแดง : คือ เราขุดโสมมาแล้วเราตัดรากแก้ว รากฝอยออกให้หมด แล้วนำไปอบไอน้ำ คุณค่าทางอาหารของโสมประเภทนี้จึงอยู่ครบถ้วน จึงถูกจัดว่าเป็นโสมที่มีคุณประโยชน์สูงสุด

โสมขาว : กระบวนการถนอมรักษาเบื้องต้นเหมือนโสมแดง แต่เพิ่มเติมโดยการนำโสมไปแช่น้ำเชื่อมทั้งนี้เพื่อให้สามารถเก็บโสมไว้ได้นานขึ้น หรือ อีกนัยเพื่อให้สามารถเก็บนำไปทำเป็นอาหารหรือแปรรูปอื่นๆได้อีก การที่นำโสมไปผ่านกระบวนการมากขึ้นจึงเป็นลดคุณประโยชน์ของโสมลงโดยปริยาย ดังนั้นราคาโสมขาวจึงถูกกว่าโสมแดง

โสมแห้ง : เหมือนการทำผักตากแห้งบ้านเรา คือ นำโสมมาตัดรากฝอย แล้วนำไปตากแห้งก่อน แล้วค่อยอบ

โสมสกัด : ตัวนี้อาจเรียกได้ว่า เป็นการนำ ทุกส่วนของโสมมาแปรรูปด้วยการสกัดเพื่อเป็นสารตั้งต้นในการทำอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องสำอางค์

หากหลายๆท่านที่เคยไปเที่ยวชมไร่โสมที่ประเทศเกาหลีมาแล้ว ลองสังเกตุหรือนึกย้อนกลับไปดีๆ ท่านจะพบว่า ชาวสวนโสมนั้น มีผิวพรรณที่ดีมาก แม้ว่าจะอายุมากแล้วแต่ก็ยังดูเปล่งปลั่ง #ผิวพรรณหน้าตาดูสดใส แก้มเป็นสีชมพู ดูมีเลือดฝาด รวมทั้ง ยังดูกระปรี้กระเปร่า #กระฉับกระเฉง ดูพวกเค้าไม่เครียด ก็เพราะชาวสวนปลูกโสมก็ต้องทานโสมเป็นเรื่องปกติ ลักษณะการทานของเค้าเหมือนทานหัวมันต้มบ้านเรา หรือ เอาไปเป็นเครื่องเคียงทานร่วมกันกับกิมจิ เมื่อทานบ่อยๆเข้าร่างกายก็จะได้รับประโยขน์จากโสมมากขึ้นเรื่อยๆ เลยทำให้ชาวสวนโสมดูไม่แก่ตามวัย เพราะอะไรก็เพราะในโสมมีสารชนิดหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติดังที่กล่าวมาข้างต้น สารตัวนี้คือ สารชาโปนิน ซึ่งทำหน้าที่ขับสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้เลือดไหลเวียนดี หรือพูดง่ายๆสารชาโปนินจะช่วยล้างสิ่งสกปรกต่างๆออกจากร่างกายของเรา จึงส่งผลให้ทุกส่วนของร่างกายรวมไปถึงอวัยวะภายในสะอาดและมี#ภูมิคุ้มกัน อยู่ตลอดเวลา

เมื่อคุณสมบัติของโสมมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมากมายมหาศาลเช่นนี้ ดังนั้นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการทานโสมคือ ช่วงเวลาที่ท้องว่าง ร่างกายจะสามารถดูดซึมสารสกัดที่เราได้รับจากโสมเข้าไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีที่สุด แต่ถ้าใครไม่อยากฝีนใจตัวเองว่าต้องทานโสมตอนไหนก็ไม่เป็นไร เพราะโสมเกาหลี คือแหล่งอาหารอันทรงคุณค่า จึงไม่มีข้อแม้ในการทาน เราสามารถทานโสมได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของร่างกายในด้านการรักษาว่าต้องการปริมาณโสมที่มากหรือน้อยกว่าเพียงใดเท่านั้น

นอกจากนี้ยังพบอีกว่า ในรากของโสมนั้นมีสาร #จินเซ็นโนไซด์ ซึ่งสารชนิดนี้มีหลายชนิด โดยจินเซ็นโนไซด์นั้นจะสะสมอยู่ในส่วนต่างๆของรากโสม โดยเราอาจจะรู้สึกแปลกใจเมื่อทราบว่า ส่วนที่มีจินเซ็นโนไซด์น้อยที่สุด คือส่วนตัว รองลงมาคือส่วนแขนขา และส่วนที่มีมากที่สุดคือ ส่วนหัว

ดังนั้นหากเราได้มีโอกาสได้ทานโสมหละก็ ไม่ต้องเกี่ยงว่าจะเป็นส่วนไหนขอบอกว่า ท่านเป็นหนึ่งในผู้ที่โชคดีเพราะครั้งหนึ่งในชีวิตท่านได้มีโอกาสได้ทานพืชที่มีประโยชน์และคุณค่าอย่างสูงสุดแล้วhttp://goo.gl/FQD7La   

               

                                        โสมแปะก๊วย

 

ทำไมต้องโสมของร้านนี้

เพราะร้านนี้เราใช้เฉพาะโสมเกาหลี เท่านั้น ไม่ใช่โสมอเมริกา สรรพคุณคนละระดับทานของดีคุ้มค่าผลิตจากรากโสมเกาหลีสด เกรด A อายุ 6 ปี มาผ่านกระบวนการทำให้แห้งอย่างรวดเร็ว เพาะป้องกันเอ็มไซด์จะทำลายสารจินเซนโนไซน์ในรากโสม หลังจากผ่านกรรมวิธีทำให้แห้งแล้ว ก็นำมาบดเป็นผงละเอียด 100% ผ่านการตรวจสอบแล้วควบคุมความชื้นให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แล้วนำมาบรรจุแค็ปซูล ขนาด 500 มิลลิกรัม

ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรระมัดระวังในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เพราะผู้ผลิตโสมมีมาตรฐานการผลิตที่แตกต่างกัน

  • มีผลต่อสมรรภาพของร่างกาย / ป้องกันความชรา

  • ช่วยป้องกันความอ่อนเพลีย , ความเมื่อยล้า

  • ทำให้ร่างกายมีความทนทานต่อการทำงานหรือการออกกำลังกายได้ยาวขึ้น ช่วยให้ร่างกายมีความกระปรี้กระเปร่าอยู่เสมอ

  • ช่วยฟื้นฟูความสมบูรณ์ของร่างกาย โดยเฉพาะหลังอาการเจ็บป่วย

  • ป้องกันความชรา กระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ของอวัยวะต่างๆ

  • ผลต่อระบบการไหลเวียนของโลหิต / ความดันโลหิต / ปริมาณน้ำตาลในเลือด

  • ช่วยทำความสะอาดหลอดเลือด ขจัดไขมันตามผนังหลอดเลือด

  • ขจัดสารพิษต่างๆในเลือด ช่วยให้เกล็ดเลือดมีความสมบูรณ์

  • กระตุ้นการเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว ป้องกันโรคโลหิตจาง

  • ปรับระบบความดันของโลหิต ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว

  • ป้องกันการช็อกในภาวะที่เสียเลือดมาก ช่วยในสตรีที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับรอบเดือน

  • บรรเทาอาการปวดประจำเดือน ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ

  • ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน

  • ผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน

  • ช่วยปรับสภาพร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล ป้องกันการติดเชื้อ

  • เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้ สุขภาพร่างกายที่อ่อนแอ เป็นหวัดง่าย แพ้อากาศ ไอหรือจามบ่อยๆ

  • ผลต่อระบบประสาทสัมผัส และระบบความจำ

  • ใช้กระตุ้นให้ร่างกายมีความตื่นตัว ป้องกันและลดความเครียด

  • ทำให้สมองปลอดโปร่ง เสริมสร้างระบบความจำ

  • ยืดอายุเซลล์สมอง ช่วยให้ผ่อนคลาย

  • ผลต่อระบบการย่อย การดูดซึมและการขับถ่าย

  • ช่วยป้องกันโรคอ้วน ไขมันสะสม ฮอร์โมนผิดปกติ

  • โรคลำไส้อักเสบ

  • ท้องผูก ริดสีดวงทวาร

  • ผลต่อระบบอวัยวะภายใน (หัวใจ ตับ ปอด ม้าม ไต)

  • ควบคุมการผลิตและการทำงานของฮอร์โมนต่างๆให้อยู่ในภาวะสมดุล ป้องกันอาการเสียหาย

  • เสริมสร้างความแข็งแรงของอวัยวะภายในต่างๆ

  • ผลต่อระบบสืบพันธุ์และสมรรถภาพทางเพศ

  • กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนทางเพศ

  • ฟื้นฟูความสมบูรณ์ของเสปิร์ม และไข่

  • เพิ่มปริมาณและความแข็งแรงของเสปิร์ม

ข้อควรระวังในการใช้


1.ไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ ควรใช้เป็นช่วงๆ คือนาน 1-2 เดือน แล้วหยุด 1-2 เดือน แล้วเริ่มใหม่ เพราะโสมเป็นสมุนไพรมีประโยชน์สุง มีความร้อนสูงจึงควรทานเว้น ทานเว้น
2.ควรทานโสมก่อนอาหาร 3 ชั่วโมง และไม่ควรทานพร้อมวิตามินซี หรือผลไม้รสเปรี้ยว
3.อาจพบอาการข้างเคียงถ้าใช้ในขนาดสูงกว่าที่แนะนำ เช่นความดันโลหิตสูง ตื่นเต้น กระวนกระวาย ท้องเสีย เป็นผื่นที่ผิวหนัง นอนไม่หลับ ซึ่งเรียกว่า “ginseng abuse syndrome”

 

 

 

 



เครดิต : http://www.thaiherbweb.com/product-type/3300/พลังโสมแท้-(6ปี).html

สมุนไพร รีแพร์ ฮ๊๋ยุ่ม รากสามสิบ เพื่อความสุขผู้หญิง

#หญ้ารีแพร์ สมุนไพร รักษาโรค

 

                                  หญ้ารีแพร์

        


เมื่อไม่นานมานี้เคยสังเกตุบริเวณสวนหน้าบ้านเหมือนกันว่า หญ้าขึ้นรกมาก จึงต้องถึงเวลาตัดหญ้าซะบ้างแล้ว ตัดไปตัดมาก็เกือบเตียนหมดแล้ว ปรากฎได้ยินเสียงร้องมาแต่ไกล อ้าว!เสียงแม่ร้อง ร้องบอกให้เราหยุดตัดหญ้าเดี๋ยวนี้ ก็ปิดเครื่องทันที ถามไถ่ไปมาได้ความว่า มีต้นหญ้าชนิดหนึ่ง ลักณะใบคล้ายๆใบไผ่ลายใบมีลักษณะเป็นลายริ้วตรงๆ ลำต้นคล้ายหญ้าขนอ่อน แต่ไม่เป็นข้อปล้อง ใบค่อนข้างเยอะ สีออกเขียวสด ไม่เข้ม บางก็ลักษณะคล้ายสีตองนวล ไม่ต้นจะค่อนข้างสูง สูงคล้ายหญ้าขนอ่อน เจ้าต้นที่พรรณนามาซะยาวนี่หละที่แม่ร้องเสียงหลงว่า ห้ามตัดเด็ดขาด เพราะมันคือ หญ้ารีแพร์

 

#หญ้ารีแพร์ ใบคล้ายใบไผ่ ก็เพราะเป็นพืชในตระกูลไผ่ อันที่จริงปลูกง่ายมากๆ สามารถขยายพันธุ์หญ้ารีแพร์ได้ด้วยวิธีการแตกหน่อ หรือ เพาะเมล็ด แต่ถ้าใครโชคร้ายไปเจอหญ้ารีแพร์ต้นตัวผู้แล้วหละก็ จะไม่สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดได้ เพราะหญ้ารีแพร์ตัวผู้ไม่มีเมล์ด ต้องเป็นหญ้ารีแพร์ตัวเมียเท่านั้น ดังนั้นวิธีการขยายพันธุ์ที่เป็นที่นิยมและง่ายก็คือวิธีการขยายพันธุ์โดยการแตกหน่อ ทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย

 

เจ้าพืชสมุนไพรตัวนี้โด่งดังมาถึงขนาดว่า เพาะขายกันไม่ทัน หรือแม้กระทั่งมีโจรขโมยหญ้ารีแพร์กันเลยทีเดียว และที่ยิ่งไปกว่านั้นมีการขายหญ้ารีแพร์ปลอมด้วย ดังนั้นหากสาวๆท่านใดต้องการมีหญ้ารีแพร์ไว้ในครอบครองก็ต้องสนใจคุณลักษณะเด่นเฉพาะตัวที่สามารถแสดงอัตลักษณ์ หรือ ความเป็นตัวตนของหญ้ารีแพร์ได้ ลักษณะของหญ้ารีแพร์ก็ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จดจำก่อนซื้อหามาครอบครอง

 สรรพคุณของหญ้ารีแพร์ รากสามสิบที่เราควรรู้ อาทิ

 

ช่วยทำให้ช่องคลอดกระชับ โดยเฉพาะคุณแม่ทั้งหลายที่ผ่านการมีบุตรมาแล้ว

เป็นพืชสมุนไพรอีกตัวหนึ่งที่เหมาะแก่การนำไปอบ อาบ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ผิวพรรณ คุณสาวๆจะเปล่งปลั่งดูมีน้ำมีนวล ทำให้บาดแผลหายเร็ว ที่สำคัญทำให้มดลูกเข้าอู่ได้ด้วยในหญ้ารีแพร์มีสารสำคัญคือ ซิลิกา โดยสารชนิดนี้เป็นแหล่งกำเนิดของคอลลาเจน ทำให้เราดูเด็กไม่แก่ก่อนวัยหญ้ารีแพร์สามารถนำมาทานได้ คือ เด็ดยอดไปลวกจิ้มน้ำพริก หรือ นำใบไปคั้นทำน้ำดื่มได้ ก็จะช่วยในการขับปัสสาวะ รวมทั้งยังช่วยให้ #ผิวชุ่มชื้น ดูเปล่งปลั่งสำหรับคุณสมบัติที่ทำให้หญ้ารีแพร์ รากสามสิบโด่งดังถึงขนาดต้องขโมยกันขาย ก็คือ #ช่วยกระชับช่องคลอด #ช่วยให้มดลูกเข้าอู่ แต่ในการนำมาใช้ก็ต้องรู้จักวิธีใช้ให้ถูกต้องด้วย โดยสามารถทำได้ทั้งการอบไอน้ำ และ การรมควัน

การอบไอน้ำ เราก็ใช้หญ้ารีแพร์ นำไปต้มรวมกันกับสมุนไพรตัวอื่นๆ โดยหากจะเน้นคุณสมบัติของหญ้ารีแพร์ก็ให้เลือกผสมหญ้ารีแพร์ในสัดส่วนที่มากหน่อย โดยก่อนที่จะอบไอน้ำ ควรอาบน้ำให้ร่างกายสดชื่นก่อนแล้วจึงอบตัวด้วยสมุนไพรต่อ แต่ควรรักษาอุณหภูมิในการอบไม่ให้ร้อนจนเกินไป จนกระทั่งหายใจไม่ออกเพราะจะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ซึ่งวิธีการนี้ก็จะช่วยให้ รากสามสิบ" href="http://www.thaiherbweb.com/product/206430/รากสามสิบหรือสาวร้อยผัว.html">#ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ดูเต่งตึงมีน้ำมีนวล ไม่แห้งกร้าน อีกทั้งยังทำให้มดลูกเข้าอู่อีกด้วย

 

การรมควัน วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ รุ่นย่าแล้ว โดยให้เรานำหญ้ารีแพร์ที่มีอายุ 45 วันขึ้นไปมาตากแดดก่อน แต่ไม่ได้ตากให้แห้งแค่พอให้รู้ว่า หญ้ารีแพร์ผ่านการตากแดดมาแล้ว จากนั้นให้ตั้งเตาถ่าน โดยถ่านหรือไม่ที่ใช้ต้องไม่ติดไฟ โดยจะต้องมีแต่ควันเท่านั้น แล้วให้นำไปวางไว้ใต้เก้าอี้ที่เจาะรู้ตรงกลางเพื่อให้ควันพุ่งขึ้นมาโดยตรง คุณผู้หญิงพร้อมแล้วก็นั่งไปที่เก้าอี้เจาะรู้ไปเลย ซึ่งจะเป็นการรมควันเฉพาะจุด โดยความร้อนที่ออกมาจากเตาในการเผาหญ้าจะต้องไม่ร้อนเกินไปเพราะอาจเป็นอันตรายได้ อีกทั้งในการรมควันเราจะต้องไปสูดดมควันเข้าไปโดยตรงเพราะจะส่งผลอันตรายต่อตัวเองได้ โดยในการรมควันควรใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที วิธีนี้จะช่วยให้ช่องคลอดกระชับได้เร็วขึ้น จะช่วยลดอาการอักเสบของแผล #ช่วยลดบวม #ช่วยสมานแผลให้เร็วขึ้น และควรทำอย่างน้อย 2-5 ครั้ง ก็จะเห็นผลเร็วทันตา หรือถ้าไม่อยากยุ่งยากสมัยนี้ร้านสปาต่างๆก็มีหญ้ารีแพร์ที่เป็นส่วนหนึ่งในการอบตัวหรือทำสปาแล้ว สาวๆหลังคลอดที่ต้องการอยู่ไฟก็สามารถใช้หญ้าชนิดนี้ได้ โดยร้านสปาก็จะสามารถจัดให้ได้

โดยแพทย์แผนไทยได้ออกมาแจ้งแล้วว่าหญ้ารีแพร์ไม่ได้มีอันตรายใดๆต่อร่างกาย แต่สิ่งที่จะเป็นอันตรายซึ่งก็มีข่าวมาแล้วก็คือ หญิงสาวอยากสวย ตายขณะที่อบตัวด้วยสมุนไพร สาเหตุคือ ขาดอากาศหายใจ ถ้าอยากสวยแต่ไม่ได้ชีวิตกลับไปแบบนี้ก็ไม่คุ้มกันเลยและด้วยคุณสมบัติในการสมานบาดแผล การลดบวม อักเสบของหญ้ารีแพร์นั้น ก็อาจเป็นแนวทางในการคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากหญ้ารีแพร์เมื่อให้สาวๆสามารถนำหญ้ารีแพร์ไปใช้ได้อย่างสะดวกมากขึ้นได้ โดยไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของครีม ของเครื่องดื่มสมุนไพร หรือน้ำมันทาตัวนวดตัวในธุรกิจสปาได้laughing

 

#รากสามสิบหรือสาวร้อยผัว #สมุนไพรรีแพร์ #กระชับภายในสตรี

รากสามสิบ

  

"สาวร้อยผัว" เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีการศึกษวิจัยกันมากพอสมควร ในด้านการศึกษาวิจัยในห้องทดลองพบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา คือ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา คลายกล้ามเนื้อของมดลูก บำรุงหัวใจ แก้การอักเสบ แก้ปวด มีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน ยับยั้งเบาหวาน เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ต้านอาการเม็ดเลือดขาวต่ำ ลดระดับไขมันในเลือด ป้องกันกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ลดอาการหัวใจโตที่เกิดจากความดันโลหิตสูง ขับน้ำนม ยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ยับยั้งพิษต่อตับ

ในตำราอายุรเวทใช้รากสามสิบเป็นสมุนไพรหลักสำหรับบำรุงในผู้หญิง ในการทำให้ผู้หญิงกลับมาเป็นสาว นอกจากนี้ยังช่วยแก้ปัญหาอื่นๆ ของผู้หญิงเช่น ภาวะประจำเดือนไม่ปกติ ปวดประจำเดือน ภาวะมีบุตรยาก ตกขาว ภาวะอารมณ์ทางเพศเสื่อมถอย ภาวะหมดประจำเดือน ( menopause )#รากสามสิบ หรือ #ศตวารี ถือเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์มากสำหรับผู้หญิงช่วยในการสร้างสมดุล แก่ระบบฮอร์โมนเพศหญิง

ศตวารีเป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติหลัก สำหรับบำรุงโลหิตสตรี และฟื้นฟูความกระชับของช่องคลอด บำรุงมดลูก ไข่ และเตรียมอวัยวะเพศหญิงให้มีความพร้อมต่อการตั้งครรภ์ ป้องกันการแท้งลูก อีกทั้งยังช่วยบำรุงน้ำนมประโยชน์ของ ศตวารี มีมากมายเพราะประกอบด้วย ไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนในผู้หญิง มีความสำคัญเพื่อคงความสาวสำหรับผู้หญิง ในทางเภสัชมีการแนะนำว่าพืชที่ให้ เอสโตรเจน มีผลดีกว่าการใช้ตัวยาปรับสมดุลฮอร์โมน เนื่องจากไม่มีผลข้างเคียงในทางลบสำหรับผู้ชาย เป็นยาชูกำลังเช่นเดียวกับโสมเนื่องจาก รากสามสิบ เป็นสมุนไพรธรรมชาติที่มี สรรพคุณบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย ชะลอความชรา ชาวฮินดูเรียกสมุนไพรชนิดนี้ว่า "ราชินีแห่งสมุนไพร" เนื่องจากช่วยส่งเสริมความรัก และ กระชับความสัมพันธ์ให้ชีวิตคู่

** ปัจจุบันมีสารสกัด ด้วยน้ำของรากสามสิบ จากอินเดีย ไปจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา ในลักษณะเป็น Dietary supplement กล่าวคือ สามารถขายได้ทั่วไปอย่างอิสระไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์


เหตุผลที่ สาวๆนิยมใช้ และใช้อย่างต่อเนื่อง

** ช่วยกระชับช่องคลอด ทำให้แฟนไม่เบื่อ แทบไม่รุ้เลยว่าเราเคยมาก่อนรึเปล่า เหมือนเป็นครั้งแรกของเรา

**ช่วยฆ่าเชื้อโรคในช่องคลอด ทำให้ช่องคลอดสะอาด ไม่เป็นกังวลเรื่อง กลิ่นอับ อีกต่อไป
**เป็นสมุนไพรธรรมชาติ ไม่ใช่สารเคมี ไม่ตกค้าง ไม่ส่งผลเสียในระยะยาว
**ราคาไม่แพง เพราะเป็นพืชสมุนไพรที่ปลูกได้ในประเทศไทย ภูมิปัญญาไทยๆ ไม่เสียค่านำเข้าใดๆ

และเพื่อให้ง่าย และสะดวกในการบริโภคสมุนไพร แต่ยังคงไว้ซึ่งสรรพคุณหลักในสมุนไพร จึงทำเป็นแคปซูลซึ่งนำเฉพาะส่วนที่เป็นราก ซึ่งเป็นส่วนที่มีคุณค่า และสรรพคุณทางยามากที่สุด มาผ่านกระบวนการอบ บด และอัดใส่แคปซูล

 

 

 



ที่มา : http://www.thaiherbweb.com/product/206430/รากสามสิบหรือสาวร้อยผัว.html

โรคท้องอืด แน่นท้อง สมุนไพรช่วยย่อย

โรคท้องอืด แน่นท้องท้องอืด

#โรคท้องอืด แน่นท้อง #อาหารไม่ย่อย หรือโรค Dyspepsia นั้น มีลักษณะเป็นอาการแน่นท้อง ปวดท้อง หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณท้องด้านบนส่วนกลางหรือบริเวณลิ้นปี่ ผู้ป่วยอาจเล่าว่ามีอาการแน่นท้อง อิ่มเร็ว ท้องอืด #ท้องเฟ้อ เป็นตัน
โรคนี้เป็นกลุ่มอาการที่มีสาเหตุเกิดจากหลายปัจจัยพบได้บ่อยประมาณ 25% ของคนทั่วไป ส่วนใหญ่มีอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ต้องหยุดงาน หรือประสิทธิภาพในการทำงานแย่ลง


**การวินิจฉัย
แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายเพื่อแยกผู้ป่วยที่เป็นโรคอื่นๆ ไปก่อน เช่น #โรคกรดไหลย้อนจากกระเพาะสู่หลอดอาหาร ปวดท้องจาก#โรคของทางเดินน้ำดี และ#โรคลำไส้แปรปรวน ซึ่งอาจมีอาการคล้ายกันออกไปก่อน เนื่องจากแนวทางในการรักษาโรคเหล่านี้แตกต่างไปจากภาวะ Dyspepsia โดยทั่วไปโรคนี้มักไม่ทำให้เกิดอาการปวดท้องรุนแรง ยกเว้นมีภาวะแทรกซ้อนจากภาวะอื่น

 

**สาเหตุของโรคท้องอืด แน่นท้อง Dyspepsia

โรค Dyspepsia อาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ได้หลายอย่างด้วยกัน ประมาณ 30 – 50% ของผู้ป่วยสามารถตรวจ พบสาเหตุของอาการได้ แต่มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะหาสาเหตุของอาการไม่พบ ซึ่งเรามักเรียกผู้ป่วยในกลุ่มนี้ว่า Functional Dyspepsia หรือ NUD (non-ulcer Dyspepsia)

 

สมุนไพรแก้ท้องอืด

 

**สาเหตุที่อาจทำให้เกิดอาการ Dyspepsia ได้แก่
1. อาหาร มีอาหารหลายชนิดที่อาจเป็นสาเหตุที่ผู้ป่วยมักจะบอกว่าทำให้เกิดอาการ เป็นมากขึ้น อาหารเหล่านี้ ได้แก่อาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด มะเขือเทศ สุรา หรือแอลกอฮอล์ อาหารมัน และกาแฟ
2. ยา ยามีหลายชนิดที่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองของทางเดินอาหาร และทำให้เกิดอาการ เช่น ยาแก้ปวดกระดูก ยาคลายเส้น ยาปฏิชีวนะ ธาตุเหล็ก ยาความดันบางชนิด การหยุดยาสามารถทำให้อาการต่างๆ ดีขึ้นได้
3. โรคของกระเพาะอาหารและลำไส้เป็นแผล
4. โรคของตับและตับอ่อนอักเสบ
5. โรคทางกายจากระบบอื่นนอกทางเดินอาหารเช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยที่มีโรคต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไตทำงานน้อย เป็นต้น
6. Functional Dyspepsia หรือ NUD (non-ulcer Dyspepsia)


ในปัจจุบันจึงแนะนำให้ทดลองรักษาด้วยการกินยาไปก่อน ยกเว้นผู้ป่วยจะมีลักษณะที่บอกว่ามีโอกาสสูงต่อการรักษาด้วยยา ส่วนการตรวจหาสาเหตุด้วยการส่องกล้องตั้งแต่เริ่มแรก สามารถทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้น หรือลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้ดีกว่าการรักษาด้วยยา และเนื่องจากการส่องกล้องตรวจภายในทางเดินอาหารปัจจุบันสามารถทำได้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถทำได้ค่อนข้างสะดวกและปลอดภัย ส่วนการแสดงอาการของผู้ป่วย Dyspepsia ที่อาจบ่งบอกว่าผู้ป่วยน่าจะมีสาเหตุของอาการจากโรคที่ร้ายแรง ได้แก่ อาการกลืนลำบาก น้ำหนักลด เลือดออกในทางเดินอาหาร ตรวจพบเลือดในอุจจาระ ถ่ายอุจจาระดำ หรือมีอาการของลำไส้อุดตัน เช่น อาเจียนมาก ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีอาการต่างๆ เหล่านี้ บ่งบอกว่าผู้ป่วยควรได้รับการส่องกล้องภายในทางเดินอาหารส่วนต้น

ชาอบเชย

**การส่องกล้องตรวจภายในระบบทางเดินอาหารส่วนต้น
ปัจจุบันเป็นการตรวจมาตรฐานในการตรวจหาความผิดปกติของทางเดินอาหารส่วนบน ในผู้ป่วย เนื่องจากมีความแม่นยำสูง และในกรณีที่จำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อมาตรวจทางพยาธิวิทยา ก็สามารถที่จะทำได้โดยมีความแม่นยำสูงมาก ในการวินิจฉัย#โรคแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น หลอดอาหารอักเสบ รวมทั้งมะเร็งภายในทางเดินอาหารส่วนต้น และสามารถทำการรักษาในภาวะได้ด้วย
ในผู้ป่วย Dyspepsia ทุกรายที่มีอาการเตือนของโรคร้ายแรงควรได้รับการส่องกล้องตรวจ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ที่มีอาการมาไม่นาน และไม่เคยเป็นมาก่อน ควรได้รับการตรวจโดยการส่องกล้อง เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเป็น#มะเร็งภายในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น การส่องกล้องก็เป็นการตรวจที่สามารถช่วยยืนยันให้ผู้ป่วยลดความกังวลดังกล่าว

 

**การดูแลตนเอง
1. ถ้ามีอาการเป็นๆ หายๆ หรือมีอาการน่าสงสัยว่าอาจเกิดจากสาเหตุร้ายแรง เช่น ปวดรุนแรง ปวดนานเกิน 6 ชั่วโมง กระเทือนถูกเจ็บ อาเจียน ถ่ายอุจจาระดำ ตาเหลือง ตัวเหลือง น้ำหนักลด ปวด ร้าวขึ้นคอ ขากรรไกร ไหล่ หรือต้นแขน เป็นต้น ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว
2. ข้อแนะนำการปฏิบัติตัวดังนี้
 งดบุหรี่ แอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง ช็อกโกแลต น้ำอัดลม อาหารที่ทำให้กำเริบ (เช่น ของมัน ของหวาน รสจัด) หลีกเลี่ยงยา (เช่นแอสไพริน ยาแก้ปวดข้อ)
 กินอาหารให้ตรงเวลาทุกมื้อและควรกินอาหารมื้อเย็นก่อนเวลาเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
 ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด อย่ารีบเร่ง อย่ากินจนอิ่มมากเกินไป
 หลังกินอาหารอิ่ม อย่าล้มตัวลงนอน หรืออยู่ในท่าก้มงอตัว และอย่ารัดเข็มขัดแน่น
 ถ้าน้ำหนักตัวมาก ควรลดน้ำหนัก
 ถ้าเครียด ควรออกกำลังกายเป็นประจำ และหาวิธีผ่อนคลายความเครียด

  • พริกไทยดำ  พริกไทยดำ

    #พริกไทยดำ พริกไทยดำเป็นสมุนไพรที่ทำให้เลือดลมเดินได้สะดวก ช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ และช่วย#กระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานดี เครื่อง เทศที่มีกันอยู่ทุกครัวเรือน "พริกไทย" พริกไทยเม็ดเล็ก ๆ นี่แหละค่ะที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่มีประโยชน์มากมาย

    คราวนี้มาดูกันว่าความมหัศจรรย์ทางยาของราชาเครื่องเทศ มีมากน้อยแค่ไหนในตำรายาไทย กล่าวว่า

     รากพริกไทย มีรสร้อน แก้ปวดท้อง แก้ลมวิงเวียน ขับลมในลำไส้ ช่วยย่อยอาหาร

     เถาพริกไทย รสร้อน แก้ท้องร่วงอย่างรุนแรง แก้เสมหะในทรวงอก

     ใบพริกไทย รสเผ็ดร้อน แก้ลม #แก้จุกเสียด แน่น ปวดมวนท้อง

     ดอกพริกไทย รสเผ็ดร้อน แก้ตาแดง

     เมล็ดพริกไทย รสเผ็ดร้อน แก้ลม อัมพฤกษ์ บำรุงสายตา แก้ท้องอืดท้องเฟ้อแก้เสมหะ แก้ตกขาว

    ส่วนทางแพทย์แผนปัจจุบันพบว่า พริกไทยกระตุ้นการไหลของน้ำลายและน้ำย่อย ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร กระตุ้นให้กล้ามเนื้อในกระเพาะและลำไส้เคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ ทำให้อาหารถูกย่อยง่าย

กานพลู กานพลู

#กานพลู เรอ ผู้มีอาการทรมานอันเกิดจาก ท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นท้อง มีลมในกระเพาะ ทำให้ให้อึดอัด ทรมานตอนอิ่ม ช่วยไล่แก๊สในกระเพาะอย่างได้ผล
บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5) มีการใช้กานพลู ในยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ปรากฏในตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” และตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” โดยมีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณในการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง ตำรับยารักษากลุ่มอาการทางระบบอาหาร ประกอบด้วย “ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ และอาการท้องเสียที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ และตำรับ “ยาประสะกานพลู” มีกานพลูเป็นองค์ประกอบหลัก และมีสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ

 ลูกยอ

ยอ…สมุนไพรของการแพทย์ไทย

#ยอ Morinda citrifolia Linn. เป็นสมุนไพรที่เป็นยาอายุวัฒนะของสังคมไทย เพราะนอกจากจะมีคุณค่าทางอาหารสูงทั้งในใบและผลแล้ว ยอยังเป็นยาช่วยย่อย บำรุงธาตุไฟ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ อันเป็นปัจจัยแรกที่จะทำให้ร่างกายเป็นปกติ ไม่เสียสมดุล นอกจากนี้ คนสมัยก่อนจะกินยอเพื่อแก้ท้องอืดอาหารไม่ย่อย เพราะยอเป็นยาร้อน ซึ่งความเป็นยาร้อนก็จะช่วยเพิ่มพลังของธาตุไฟที่ช่วยในการเคลื่อนไหว และการไหลเวียนต่างๆ ให้แก่ร่างกาย รับประทานมากจะทำให้ธาตุไฟเผาผลาญซึ่งทำให้ร่างกายผ่ายผอมลงได้ ในแง่ประโยชน์ทางยาการรับประทาน ยอจะช่วยในการย่อยอาหาร บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย 

ผลของยอมีรสเผ็ดร้อนช่วยขับลมในลำไส้ แก้คลื่นเหียนอาเจียน ช่วยย่อยอาหาร บำรุงธาตุไฟได้ดีนัก จึงนิยมใช้ทำยารักษาโรคท้องอืดท้องเฟ้ออาหารไม่ย่อย การใช้ผลลูกยอจะมีสรรพคุณที่แรงกว่าใช้ใบ กินแล้วผายลมสบายท้องดีจริงๆ

อบเชยสมุนไพรช่วยย่อย" href="#www.thaiherbweb.com">สมุนไพรช่วยย่อย

สำหรับ ผงอบเชยละเอียดที่โรยลงในเครื่องดื่ม หรือ ขนมหวาน นอกจากเพื่อให้เกิดความสวยงามน่าดื่มกินแล้วนั้น ยังแฝงไปด้วยสรรพคุณที่สามารถช่วยรักษาระดับปริมาณน้ำตาลในเลือดให้คงที่ นอกจากนี้ อบเชยยังช่วยแก้อาการ จุกเสียด แน่นท้อง ขับลม ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้อาการท้องร่วง ขับปัสสาวะ ช่วยให้ร่างกายสดชื่น ลดอาการอ่อนเพลียได้ อบเชยมีคุณสมบัติช่วยในการรักษาโรคเบาหวาน ป้องกันไม่ให้เกิดการจับตัวเป็นก้อนของเลือด และยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อราด้วย



เครดิต : http://www.thaiherbweb.com/product-type/1990/กระเพาะ-ท้องเฟ้อ.html

ใบ มะรุมแคปซูล สรรพคุณ ลดความดัน น้ำตาล เบาหวาน

รู้ก่อนทาน สรรพคุณ ใบมะรุมแคปซูล 

                   มะรุม

มะรุม จัดเป็นพืชผักพื้นบ้านของไทย มีประโยชน์อเนกประสงค์ ทั้งทางด้านอาหาร ยาและอุตสาหกรรม เป็นไม้ยืนต้นที่โตเร็วทนแล้ง ปลูกง่ายในเขตร้อน ใบมีรสหวานมัน ออกดอกในฤดูหนาว บางพันธุ์ออกดอกหลายครั้งในรอบปี ดอกเป็นดอกช่อ สีขาว ดอกมีรสขม หวาน มันเล็กน้อย ฝักมีรสหวาน มะรุมเป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศแถบเอเชีย เช่น อินเดีย ศรีลังกาเป็นต้น และยังมีในเขตเอเชียไมเนอร์และแอฟริกา เป็นไม้ปลูกง่าย เจริญได้ดีในดินทุกชนิด ต้องการน้ำและความชื้นในปริมาณปานกลาง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการปักชำกิ่ง งอกเร็ว ใช้เวลา 2 สัปดาห์ต้นกล้าสูงประมาณ 10-20เซนติเมตรมะรุมในทางการแพทย์จะช่วยใช้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วย #เบาหวาน ควบคุม #ภาวะความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มและ#เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย

  • ใบใช้ถอนพิษไข้ แก้เลือดออกตามไรฟัน #แก้อักเสบ แก้แผล ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับปัสสาวะ ป้องกันมะเร็ง ลดความดันโลหิต

  • ยอดอ่อนใช้ถอนพิษไข้

  • ดอกใช้แก้ไข้หัวลม เป็นยาบำรุง #ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันมะเร็ง

  • ฝักแก้ไข้ ป้องกันมะเร็ง #ลดความดันโลหิต

  • เมล็ดเมล็ดปรุงเป็นยาแก้ไข้ แก้บวม แก้ปวดตามข้อ #ป้องกันมะเร็ง

  • รากรสเผ็ด หวาน ขม สรรพคุณ แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ รักษาโรคหัวใจ รักษาโรคไขข้อ (rheumatism)

  • เปลือกลำต้นรสร้อน สรรพคุณขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อน ๆ แก้ลมอัมพาต ป้องกันมะเร็ง คุมกำเนิด เคี้ยวกินช่วยย่อยอาหาร

  • ยาง (gum)ฆ่าเชื้อไทฟอยด์ ซิฟิลิส (syphilis) แก้ปวดฟัน earache, asthma

  • http://www.thaiherbweb.com                        

    #มะรุมแคปซูล ใช้เฉพาะ"ใบล้วน" ท่านทานใบคัดล้วน สรรพคุณดีกว่ามาก รักษาสุขภาพ ราคาถูก สมุนไพรล้างเมือกข้นเหนียวลำไส้ พิษตับ โปร CASH BACK เงินสด บริษัทยา 80 ปีผลิตแท้ บำรุงเลือด ย่านาง หลินจือ โสม ขมิ้นชันพลูคาว หลินจือ โสมเกาหลี แป๊ะก้วย ตรีผลาล้างเมือกข้นเหนียวในลำไส้ #ไขมันพอกตับ และ Promotion ในเดือนที่เลือกได้ทุกอย่าง ทุกชนิด อบป้องกันราใยแมงมุม จากความชื้นที่จะก่อมะเร็ง

 

สุดขีดด้วยสรรพคุณจากใบ ล้วนๆ ยืดอายุ ดูดีสมวัย

ทานใบคัดล้วน จะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าทั่วไปที่มีส่วนอื่นปน มีประโยชน์ต่อร่างกาย และยับยั้งอนุมูลอิสระ ไม่ให้ทำลายเซลล์ต่างๆ ในร่างกายThai Herb ไม่ทำให้คุณหรือครอบครัวเป็นมะเร็ง ทานมะรุมที่ใส่แคปซูลทั้งที่ไม่แห้งสนิท ทานของปน ปลอมเดือนละ 2 ขวดx 12 เดือน คือปีละ 24 ขวดต่อคน ได้รา แถมมะเร็งไม่รู้ตัวThai Herb จ่ายน้อย ไม่มีรา ใช้เตาอบยาโดยเฉพาะ ดูแลโดยเภสัชและแพทย์แผนไทยไม่ผสมกิ่ง ราก เม็ดอื่นๆ เป็นใบล้วนสารอาหารเปรียบเทียบกรัมต่อกรัมใน "ใบ" สุดขีดกับสรรพคุณจาก "ใบ"

  • วิตามินC มากกว่าส้ม 7 เท่า วิตามินC สร้างภูมิต้านทาน

  • มีแคลเซียม มากกว่านม 4 เท่า ช่วยเรื่องกระดูกพรุน และ แคลเซี่ยมจากพืชร่างกายดูดซึมได้ดีกว่ากว่าแคลเซี่ยมอื่นๆ

  • มีวิตามินเอ มากกว่าแครอท 4 เท่า วิตามินเอ ช่วยเรื่องการมองเห็น และผิวพรรณ

  • มีโปรตีน มากกว่านม 2 เท่า โปรตีนซ่อมแซมร่างกาย

  • โปรแตสเซียม มากกว่ากล้วย 3 เท่า โปรแตสเซียมช่วยเรื่องเซลล์ประสาท ให้ทำงานปรกติ

สรรพคุณจาก นิตยสารหมอชาวบ้าน laughing

ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอดได้เป็นอย่างดี

ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้

รักษาโรคความดันโลหิตสูง

ช่วย เพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อHIV นอกจากนี้ถ้ารับประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้งยังช่วยให้คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ การรักษาโรคเอดส์ที่ประสพผลสำเร็จในกลุ่มประเทศแอฟริกา

ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็ง แต่ถ้าหากเป็นก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์แผนปัจจุบัน หากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง

ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม

รักษา โรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้น หากรับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์

รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง ท้องเสีย ท้องผูก โรคพยาธิในลำไส้

รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ

 

                           มะรุม

ต้นมะรุม หาไม่ยากเลยในบ้านเรา แต่เชื่อว่าหลายคนยังไม่รู้จักมะรุมกันมากนัก ซึ่งนี่ล่ะที่เป็นความพลาดอย่างแรง เพราะมะรุมเป็นพืชสมุนไพรที่ประโยชน์มากล้น เผลอ ๆ อาจเทียบชั้นกับซูเปอร์ฟู้ดอื่น ๆ ได้สบาย สรรพคุณของมะรุมแทรกซึมอยู่แทบทุกส่วนของต้นมะรุม ไม่ว่าจะเป็นใบมะรุม ฝักมะมุม เปลือกต้น หรือรากมะรุม ทว่าใบมะรุมจะเป็นส่วนที่มีวิตามินซี วิตามินเอ และวิตามินบีสูงมาก รวมทั้งธาตุเหล็กก็สูงไม่แพ้กัน จนกระทั่งงานวิจัยต่างประเทศยังยกให้ใบมะรุมเป็นซูเปอร์ฟู้ดชนิดหนึ่งเลยทีเดียว

"มะรุม" เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ กินได้หลายส่วนทั้งยอด ดอก และฝักเขียว แต่ใครๆ ก็นิยมกินฝักมากกว่าส่วนอื่นๆต้นมะรุม พบได้ทุกภาคในประเทศไทย ทางอีสานเรียก "ผักอีฮุม หรือผักอีฮึม" ภาคเหนือเรียก "มะค้อม- ก้อน" ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก "กาแน้งเดิง" ส่วนชาวฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก "ผักเนื้อไก่" เป็นต้น ในตำรา ยาพื้นบ้านใช้ใบมะรุมพอกแผลช่วยห้ามเลือด ทำให้ #นอนหลับ เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ และช่วยแก้ไข้ ใช้ส่วนดอกและผลเป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ และแก้ไข้ ใช้ส่วนเมล็ดบดพอกแก้ปวดตามข้อ และแก้ไข้ ใน ภาพรวมของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการวิจัยในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองพบว่า มะรุมมีฤทธิ์ ที่น่าสนใจมากมาย เช่น ฤทธิ์ลดความดันโลหิต ต้านการเกิดเนื้องอก ต้านมะเร็ง ลดระดับคอเลสเตอรอล ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ป้องกันตับอักเสบต้านออกซิเดชัน ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดระดับน้ำตาล และฤทธิ์ต้านการอักเสบผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินมะรุมในช่วงต้นหนาวเพราะเป็นฤดูกาลของฝักมะรุม หาได้ง่าย รสชาติอร่อยเพราะสดเต็มที่ มีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาล คนที่ปลูกมะรุม ไว้ในบ้านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม ใบ อ่อน ช่อดอกและฝักอ่อน ช่อดอกนำไปดองเก็บไว้กิน กับน้ำพริก ยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อนนำ มาลวกหรือต้มให้สุก จิ้มกินกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่วได้ทุกอย่าง หรือจะใช้ยอดอ่อน ช่อดอกทำแกงส้มหรือแกงอ่อมก็ได้ส่วนอื่นๆ ของโลกจะใช้ใบมะรุมประกอบอาหารเช่นเดียวกับการใช้ผักขมฝรั่ง หรือปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรืออาหารแป้งอื่นๆ นอกจากนี้ ใช้ใบตากแห้งป่นเก็บไว้ได้นานโรยอาหาร เช่นเดียวกับที่ภูมิปัญญาอีสาน จังหวัดสกลนครใช้ใบมะรุมแห้งป่นเข้าเครื่อง "ผงนัว" กับสมุนไพรอื่นไว้แต่งรสอาหารมาแต่โบราณ ส่วนฝักอ่อนปรุงอาหารเหมือนถั่วแขกปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมออกจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหู

และปวดศีรษะ ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก     มะรุม
ประเทศอินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก แต่ที่ประเทศฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะกินแกงจืดใบมะรุม (ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก "มาลังเก") เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียมให้กับนมแม่เหมือนกับคนไทย

ชะลอความแก่

กล่าวกันว่ามะรุมมีฤทธิ์ชะลอความแก่ เนื่องจากยังไม่พบรายงานการวิจัยเกี่ยวกับมะรุมในด้านนี้ คาดว่าเป็นการสรุปเนื่องจากมะรุมมีสารฟลาโวนอยด์สำคัญคือ รูทินและเควอเซทิน (rutin และ quercetin) สารลูทีนและกรดแคฟฟีโอลิลควินิก(lutein และcaffeoylquinic acids) ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ดูแลอวัยวะต่างๆ ได้แก่ จอประสาทตา ตับ และหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ การกินสารต้านอนุมูลอิสระชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายได้

ฆ่าจุลินทรีย์

สารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์และเบนซิล-กลูโคซิโนเลตค้นพบในปี พ.ศ.๒๕๐๗ จากมะรุมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพสนับสนุนการใช้น้ำคั้นจากมะรุมหยอดหูแก้ปวดหู ปัจจุบันหลังจากการค้นพบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารHelicobactor pylori กำลังมีการศึกษา สารจากมะรุมในการต้านเชื้อดังกล่าว

การป้องกันมะเร็ง

สารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ชนิดหนึ่งและสารไนอาซิไมซิน (niazimicin) จากมะรุมสามารถต้านการเกิดมะเร็งที่ถูกกระตุ้นโดยสารฟอบอลเอสเทอร์ในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้การทดลองในหนูพบว่าหนูที่ได้รับฝักมะรุมเป็นอาหารเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจากการกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มทดลอง โดยกลุ่มที่กินมะรุมมีเนื้องอกบนผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มควบคุม

ฤทธิ์ลดไขมันและคอเลสเทอรอล

จากการทดลอง ๑๒๐ วัน ให้กระต่ายกินฝักมะรุม วันละ ๒๐๐ กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันเทียบกับยาโลวาสแตทิน ๖มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันและให้อาหารไขมันมาก


 



เครดิต : http://www.thaiherbweb.com/product-type/2098/มะรุม-ใบล้วน.html

ขมิ้นชันแคปซูล ต้านอนุุมูลอิสระ เคอคูมิน สำหรับผู้ที่อยากบำรุง อวัยวะภายในอาทิ ลำไส้ กระเพาะ ลำไส้ ขมิ้นชันเต็มไปด้วยวิตามิน A , C , E รวมถึงสารที่เรียกว่า คูเคอร์มิน ซึงต้านอนุมูลอิสระ ได้อย่างแรง ป้องกันการเกิดมะเร็งในตับ สร้างภูมิคุ้มกันให้ผิวหนัง

 

ขมิ้นชัน

 

ขมิ้นชันแคปซูล


ก่อนที่จะมาเป็น #ขมิ้นชันแคปซูล เรามาทำความรู้จักกับ ขมิ้นชัน กันก่อนว่าที่มาที่ไป ต้นกำเนิดมาจากไหน การขยายพันธุ์

เพาะปลูก และการเก็บเกี่ยว เกษตรกรไทย ต้องเตรียมอะไรบ้าง กว่าจะออกมาเป็น ขมิ้นชันแคปซูล ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ที่

ขายดีมากในปัจจุบัน

ขมิ้นชัน

ชื่อสามัญ : Turmeric

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma longa Linn.

ชื่อวงศ์ : ZINGIBERACEAE

ชื่ออื่น : ขมิ้น ขมิ้นทอง ขมิ้นหัว ขมิ้นแกง ขมิ้นไข ขมิ้นหยวก หมิ้น ขี้มิ้น

ขมิ้นชัน เป็นพืชสมุนไพรที่คนไทยรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว โดยนำขมิ้นชันมาใช้แต่งสี แต่งกลิ่น และรสของอาหาร

ตลอดจนใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคต่างๆ แต่คนทั่วไปส่วนใหญ่รู้จักในชื่อว่า ขมิ้นเป็นพืชที่ปลูกไว้ใช้ประโยชน์ในครัวเรือนและ

ปลูกเป็นการค้า มีปลูกอยู่ทั่วไป ปลูกมากทางภาคใต้ เพราะอาหารของภาคใต้จะมีการใช้ขมิ้นเป็นส่วนผสมของอาหารเกือบ

ทุกชนิด

ลักษณะทั่วไป

ขมิ้นชันเป็นพืชล้มลุก มีอายุหลายปี มีลำต้นจริงอยู่ใต้ดิน (rhizome) ลักษณะเป็นเหง้าแง่ง เนื้อในเหง้าแง่งมีสีเหลืองอมส้ม

และมีกลิ่นเฉพาะตัว ส่วนลำต้นเหนือดินเกิดจากการอัดตัวกันของกาบใบ ซึ่งจะสูงประมาณ 30-90 เซนติเมตร ใบเป็นใบ

เดี่ยวขนาดใหญ่ ใบรูปหอกมีสีเขียว กว้าง 8-10 เซนติดเมตร ยาว 30-40 เซนติเมตร

ออกดอกเป็นช่อ รูปทรงกระบอก ช่อดอกประกอบด้วยใบประดับจำนวนมาก มีสีเขียวอ่อน ส่วนใบประดับตรงปลายช่อจำนวน

6-10 ใบจะมีสีขาวหรือขาวแกมชมพูเรื่อๆ ดอกมีสีเหลืองอ่อน ซึ่งเกิดในซอกใบประดับ (ยกเว้นซอกใบตรงปลายช่อ) ผล

เป็นรูปกลม ภายในผลแบ่งออกเป็นพูได้ 3 พู ในแต่ละพูจะมี 2 เมล็ด

พันธุ์และการขยายพันธุ์

ขมิ้นชันที่ดีในตลาดโลกมีมากกว่า 50 สายพันธุ์ ส่วนมากมาจากอินเดีย แต่ในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังคงใช้พันธุ์ที่มีอยู่ใน

ท้องถิ่น โดยเกษตรกรจะคัดเลือกไว้หลังฤดูการเก็บเกี่ยว เช่น ขมิ้นชันทับปุด (พังงา) ขมิ้นชันตาขุน (สุราษฏร์ธานี) ขมิ้นชัน

ดอยมูเซอ ขมิ้นชันพันธุ์ตรัง 84-2 เป็นต้น

ส่วนการขยายพันธุ์จะใช้เหง้าหรือแง่งนิ้วที่มีตาอยู่ 2-3 ตา/ท่อน พันธุ์ หรือ จะใช้แง่งย่อยทั้งแง่งก็ได้ แต่การใช้เหง้าปลูกจะ

เจริญเติบโตเร็วกว่า

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ขมิ้นชันชอบอากาศแบบร้อนชื้น หากปลูกในที่โล่งแจ้งหรือมีแสงรำไรจะเจริญเติบโตได้ดี ชอบดินร่วนปนทราย มีอินทรียวัตถุ

อุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำได้ดี มีค่า pH ประมาณ 5-7.5 ไม่ชอบดินเหนียวและดินลูกรัง และไม่ชอบสภาพน้ำท่วมขัง เพราะจะ

ทำให้เหง้าเน่า

การเตรียมดินปลูก

ก่อนปลูกควรดายหญ้าเพื่อกำจัดวัชพืช แล้วไถพรวนลึก 20.30 เซนติเมตรอย่างน้อย 1 ครั้ง ตากดินไว้ 1 สัปดาห์ เพื่อ

ทำลายแมลงและเชื้อราบางชนิด จากนั้นยกร่องสูง 25 เซนติเมตร กว้าง 2 เมตร ระยะระหว่างร่อง 80 เซนติเมตร แต่ถ้าดิน

ปลูกเป็นดินที่ระบายน้ำได้ดีก็ไม่จำเป็นต้องยกร่อง

ปรับปรุงดินโดยการใส่ปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 4 ตัน/ไร่ หรือใส่เศษซากพืช ใบไม้ผุ ลงในแปลงปลูก และควรใส่ปูน

ขาวในดินเพื่อปรับค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดินด้วย

การเตรียมหัวพันธุ์

การปลูกขมิ้นชันอาจใช่ท่อนพันธุ์ได้ 2 ลักษณะคือ การใช้หัวแม่และใช้แง่ง มีวิธีการเตรียมดังนี้

1.คัดเลือกหัวพันธุ์ที่มีอายุ 7-9 เดือน มีตาสมบูรณ์ และไม่มีโรคแมลงทำลาย

2.แบ่งหัวพันธุ์โดยการหั่นให้เป็นท่อน โดยในแต่ละท่อนให้มี ตาติดอยู่ 2-5 ตา

3.นำท่อนพันธุ์ไปแช่ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง ตามอัตราที่แนะนำ

4.ก่อนนำลงปลูก ควรชุบท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เพื่อป้องกันโรคหัวเน่าซึ่งอาจติดมากับท่อนพันธุ์

การปลูก

วิธีปลูก ควรปลูกในฤดูฝนช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม เพราะฤดูอื่นขมิ้นจะพักตัว ไม่งอก โดยใช้ระยะปลูก 30*30

เซนติเมตร ขุดหลุมปลูก ให้มีขนาด 15*15*15 เซนติเมตร แล้วใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมประมาณหลุมละ 200 กรัม หรือ 1

กระป๋องนม

จากนั้นนำหัวพันธุ์ที่เตรียมไว้ลงปลูก กลบดินให้หนา 5 เซนติเมตร คลุมแปลงด้วยฟางแห้งหรือหญ้าแห้งให้หนาประมาณ 2

นิ้ว เพื่อรักษาความชื้นในดินและป้องกันการงอกของวัชพืช และรดน้ำให้ชุ่มหลังจากปลูกประมาณ 7-10 วัน เหง้าขมิ้นก็จะ

เริ่มงอก

การดูแลรักษา

การให้น้ำ ช่วงระยะแรกของการเจริญเติบโต ควรให้น้ำแก่ต้นอ่อนอย่างสม่ำเสมอทุกวัน หากวันไหนฝนตกไม่ต้องให้น้ำ แต่

ต้องระวังอย่าให้น้ำท่วมขังในแปลงเป็นเวลานานๆ เพราะอาจทำให้ขมิ้นเน่าตายได้ ควรเตรียมแปลงให้มีทางระบายน้ำและต้อง

รีบจัดการระบายน้ำออกทันทีที่พบว่ามีน้ำท่วมขัง

สำหรับระยะหัวเริ่มแก่ ขมิ้นจะต้องการน้ำน้อยลง ส่วนในระยะเก็บเกี่ยว ขมิ้นจะไม่ต้องการน้ำเลย

การใส่ปุ๋ย ขมิ้นชันอายุ 1 เดือนครึ่ง ถึง 2 เดือน ซึ่งกำลังเจริญเติบโตทางด้านลำต้น ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา ครึ่ง

ช้อนแกง/ตัน

ขมิ้นชันอายุ 3 เดือน ถึง 4 เดือนครึ่ง อยู่งอยู่ในระยะสะสมอาหาร ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 1 ช้อนแกง/ต้น

วิธีการใส่ปุ๋ย อาจโรยเป็นแถวหรือโรยรอบๆต้นแล้วพรวนดินกลบโคนต้น

การกำจัดวัชพืช หลังจากขมิ้นชันงอกลำต้นยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร จะต้องรีบทำการกำจัดวัชพืช เนื่องจากขมิ้นชัน

หลังจากงอกจะเจริญเติบโตแข่งกับวัชพืชไม่ได้ หลังจากนั้นควรดายหญ้าบนแปลงทุกเดือน

อย่างไรก็ตามการกำจัดวัชพืชควรทำก่อนที่ขมิ้นอายุได้ 4 เดือน หลังจากปลูก เพราะถ้าทำหลังจากนี้จะเป็นอันตรายกับหัว

ขมิ้นที่อยู่ใต้ดิน

การป้องกันกำจัดโรคและแมลง โรคของขมิ้นชันมีสาเหตุสำคัญมาจากน้ำท่วมขัง หรือการให้น้ำมากเกินไป หรือปลูกน้ำในที่

เดิมหลายๆครั้ง โรคที่พบได้แก่ โรคเหง้าและรากเน่าซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โรคต้นเหี่ยว โรคใบจุด โรคแอนแทรคโนสและ

โรคใบไหม้ ซึ่งเกิดจากเชื้อรา ส่วนแมลงศัตรูที่สำคัญ ได้แก่ เพลี้ยหอย เพลี้ยไฟ ฟนอนกระทู้ จะดูดกินน้ำเลี้ยงจากเหง้าและ

กัดกินใบ ดังนั้นควรเตรียมแปลงปลูกให้มีทางระบายน้ำ ก่อนปลูกควรแช่ท่อนพันธุ์ด้วยไดโฟลาแทน เพื่อป้องกันโรครากเน่า

และหากมีแมลงกัดกินใบควรพ่นด้วยเซฟวิน

การเก็บเกี่ยว

หลังจากปลูกประมาณ 7 เดือน ขมิ้นเริ่มมีใบเหลือง แสดงว่าขมิ้นเริ่มแก่ แต่ควรปล่อยให้ขมิ้นอยู่ในแปลงต่อไปอีก จนขมิ้น

มีอายุ 9-11 เดือน ซึ่งเหง้าจะมีความสมบูรณ์หรือแก่เต็มที่ จึงขุดขึ้นมา ก่อนขุดควรรดน้ำก่อนทุกครั้ง เพื่อให้ดินอ่อนนุ่ม

สะดวกต่อการขุดและช่วยให้แง่งไม่หัก ไม่ควรเก็บเกี่ยวในระยะที่ขมิ้นเริ่มแตกหน่อ หลังจากขุดขึ้นมาแล้วต้องนำไปตัดแต่ง

รากและล้างดินออกให้สะอาด

สรรพคุณทางยา

เหง้าหรือแง่งแก่ แก้อาการท้องร่วง ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ธาตุพิการ เจริญอาหาร ขับผายลม ขับเสมหะ แก้โรคกระเพาะ รักษา

แผลในกระเพราะ รักษาแผลในลำไส้ แก้ไข้ท้องมาร แก้โรคเกาต์ แก้วิงเวียน แก้โรคผิวหนังผดผื่นคัน แก้กลากเกลื้อน บำรุง

ผิวพรรณ แก้อักเสบ แก้พิษยุงกัด แก้คัน แก้บิด สมานแผล เป็นต้น

ราก เป็นยาบำรุง ลดไข้ แก้ลมชัก แก้อาการฟกซ้ำ แก้โรคผิวหนัง ขับปัสสาวะ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เป็นต้น

รสทางยา : ฝาด กลิ่นหอมฉุน

ประโยชน์ของขมิ้นชัน

ด้วยคุณประโยชน์ที่ขมิ้นชัน มีวิตามิน เอ, ซี, อี ดังนั้นจึงมีผลทำให้ช่วยลดไขมันในตับ สมานแผลภายในกระเพาะอาหาร

ช่วยย่อยอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ ต้านอนุมูลอิสระ #ป้องกันมะเร็งตับ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับ

ผิวหนัง

ขมิ้นชัน ช่วยรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุก เสียด แก้โรคกระเพาะอาหาร จึงทำให้มีการผลิตขมิ้นชันแบบผงบรรจุ

แคปซูลเพื่อความสะดวกแก่การรับประทาน กลายมาเป็น ขมิ้นชันแคปซูล ที่ขายดีในขณะนี้นั่นเอง

กินขมิ้นชัน ทุกวันให้เป็นอาหาร

แน่นอนหลายท่านคงจะไม่เข้าใจว่า กินทุกวันให้เป็นอาหารคืออะไร เรามาทำความรู้จักกับขมิ้นชันกันก่อนดีกว่า ขมิ้นชัน เป็น

พืชล้มลุกที่มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในของเหงาจะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีตั้งแต่สีเหลืองเข้ม จนถึงสีแสดจัด คนไทยรู้จักกันในทาง

เอามาปรุงอาหาร แต่งกลิ่นอาหาร ปลาทอด ไก่ทอด แกงไตปลา และอีกสารพัดเมนู

ขมิ้นชันอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินซี วิตามินอี

แคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และเกลือแร่ต่างๆ รวมไปถึงเส้นใย คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนเป็นต้น เหง้าของขมิ้นชัน

นั้น มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ และมีฤทธิ์ในการขับน้ำดี ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดมะเร็งตับ บำรุง

ตับ

การศึกษาวิจัยเพิ่มเติมพบว่า การกินขมิ้นชันตามนาฬิกาชีวิตในช่วงที่อวัยวะต่างๆเปิดการทำงาน จะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพ

ของขมิ้นชันมากขึ้น เพราะฉนั้น เราต้องกินขมิ้นชันให้เป็นอาหาร ต้องกินให้สนุก ไม่ใช่กินเป็นยา ใช้ปรุงอาหารบ้าง หุงข้าว

ใส่ขมิ้นชันก็ได้ กินแบบเม็ดแคปซูลบ้าง

ใช้รับประทานเหง้าของขมิ้นชัน โดยการปอกเปือกหรือตากแห้งแล้วบดเป็นผงใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง และแบบผง

บรรจุแคปซูลเพื่อความสะดวกแก่การรับประทาน

ขมิ้นชันมีประโยชน์และสรรพคุณหลายประการ ดังนี้

ขมิ้นชันมีวิตามิน เอ, ซี, อี ที่เข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 ตัว จึงมีผลทำให้ช่วยลดไขมันในตับ สมานแผล

ภายในกระเพาะอาหาร #ช่วยย่อยอาหารช่วยย่อยอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ ต้านอนุมูล

อิสระป้องกันมะเร็งตับ

#สร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง กำจัดเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไปและสะสมในร่างกายเตรียมก่อตัวเป็นเซลล์

มะเร็ง ช่วยขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังการคลอดบุตรได้ดี รองมาจากการกินหัวปลี

กินขมิ้นชันให้ตรงเวลา ที่อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเปิดการทำงานในช่วงเวลานั้น จะได้ผลตรงกับประเด็นที่ต้องการจะ

บำรุง หรือแก้ไขฟื้นฟูอวัยวะ รับประทานเพียง 1 แคปซูลเท่านั้น จะออกฤทธิ์มากกว่าเวลาอื่นถึง 40 เท่าตัว แต่ถ้ามีปัญหา

หลายอย่างก็รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ถ้ารับประทานขมิ้นจำนวนมาก ส่วนที่เหลือจะทำหน้าที่ขับไขมันใน

ตับ

กินขมิ้นชันให้เป็นอาหาร ไม่ใช่กินเป็นยา ต้องกินให้สนุกใช้ปรุงอาหารกินบ้าง หุงข้าวก็ใส่ขมิ้นชันได้ ทอดปลาคลุกขมิ้นชันก็

ดี ทำให้หอมน่ากิน และยังได้ประโยชน์อีกด้วย เพราะตัวขมิ้นจะช่วยย่อยไขมันจากน้ำมันที่ใช้ทอดปลาได้เป็นบางส่วน

ถ้ากินขมิ้นชันสดๆ ต้องปอกเปลือกก่อน แต่ถ้าทำขมิ้นบดเป็นผง ต้องนำขมิ้นมาต้มน้ำให้เดือดสักพักหนึ่ง เสร็จแล้วตักออกนำ

มาผึ่งให้เย็นหั่นเป็นแว่นเล็กๆ ตากแดดจนแห้ง อาจจะตากหลายครั้ง แล้วถึงจะนำมาบดให้เป็นผง ถ้าใช้เครื่องอบให้ขมิ้นแห้ง

ความร้อนไม่ควรเกิน 65 องศา ถ้าความร้อนเกินอาจเกิดสารสเตรอยด์ได้

 

 ขมิ้นชัน                      

 

กินขมิ้นชันตามเวลาต่อไปนี้จะได้ผลโดยตรงกับอวัยวะส่วนนั้น

เวลา 03.00 - 05.00 น. ช่วยบำรุงปอด ป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ช่วยทำให้ปอดแข็งแรง ช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่

หายใจไม่สะดวก และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง

เวลา 05.00 - 07.00 น. ช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่ ถ้าเคยกินยาถ่ายมาเป็นเวลานาน ให้กินขมิ้นชันเวลานี้ ขมิ้นชันจะฟื้นฟู

ปลายประสาทของลำไส้ใหญ่ แต่ต้องกินเป็นประจำ ถึงจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบรัดตัวเพื่อขับถ่ายอย่างปกติ แก้ปัญหาลำไส้ใหญ่

กลืนลำไส้เล็ก หรือลำไส้ใหญ่มีปัญหาถ่ายมากเกินไปหรือถ่ายน้อยเกินไป ถ้าลำไส้ใหญ่ไม่มีปัญหา ให้กินขมิ้นชันพร้อมกับ

สูตรโยเกิต นมสด น้ำผึ้ง มะนาว หรือน้ำอุ่นก็ได้ จะไปช่วยล้างผนังลำไส้ที่มีหนวดเป็นขนเล็กๆ อยู่เป็นล้านๆ เส้น ซึ่ง

ขนเหล่านี้มีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารเพื่อไปสร้างเม็ดเลือด ขมิ้นชันจะช่วยล้างให้สะอาดได้ ก็จะไม่ค่อยมีขยะตกค้าง จึงไม่เกิด

แก๊สพิษที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว และจะไม่ค่อยเป็นริดสีดวงทวาร ไม่เป็นมะเร็งลำไส้

เวลา 07.00 - 09.00 น. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร เกิดจากการกินข้าวไม่เป็นเวลา ท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขา

ตึง ช่วยบำรุงสมอง #ป้องกันความจำเสื่อม

เวลา 09.00 - 11.00 น. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลที่ปาก อ้วนเกินไป ผอมเกินไปที่เกี่ยวกับม้าม ลดอาการ

ของโรคเก๊าต์ ลดอาการเบาหวาน

เวลา 11.00 - 13.00 น. สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ มีหรือไม่มี ถ้ากินขมิ้นชันเวลานี้ จะช่วย#บำรุงหัวใจให้แข็ง

แรง ถ้าเลยเวลา 11.00 น.ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับ แล้วตับจะส่งมาที่ปิด ปอดจะส่งไปยังผิวหนัง แต่ส่วนมากมาไม่

ถึงเพราะกินขมิ้นชันน้อยเกินไป อวัยวะส่วนอื่นจะดึงไปใช้งานก่อนเลยมาไม่ถึงผิวหนัง จึงต้องลงขมิ้นชันทางผิวหนังช่วยอีก

ทางหนึ่ง

เวลา 15.00 - 17.00 น. ช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้ปัญหาเรื่องตกขาวของสตรี และควรกินน้ำกระชาย

เวลานี้ด้วย จะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงือกออกจะดีมาก เพราะร่างกายต้องการขับ

สารพิษให้ได้มากที่สุดในเวลานี้

กินเหลือเลยเวลาจากช่วงนี้ จนไปถึงการกินก่อนนอน ขมิ้นชันจะไปช่วยเรื่องความจำให้ความจำดี ตื่นนอนขึ้นมา

การหาซื้อขมิ้นชันมารับประทานเอง ไม่ว่าจะเป็นแบบผง หรือแบบแคปซูล ควรจะหาซื้อจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน มีความ

สะอาดปลอดสารเคมี ไม่มีสารสเตียรอยด์ปลอมปน และในกระบวนการผลิตนั้นต้องไม่ผ่านความร้อนเกิน 65 องศา เพื่อคง

คุณภาพของขมิ้นชันไว้

ผลการศึกษาวิจัยขมิ้นชัน

ได้มีการทดลองในผู้ป่วยที่ปวดท้องเนื่องจากมีแผลในกระเพาะอาหาร การทดลองผลการรักษาแผลในกระเพาะอาหารในคน

โดยการส่องกล้อง พบว่า ขมิ้นชันช่วยให้แผลในกระเพาะอาหารหายได้ดี ผู้ป่วยต้องได้รับขมิ้นชันติดต่อกันอย่างน้อย 4

สัปดาห์ เช่นเดียวกับยาแผนปัจจุบัน

แต่ในกรณีของการติดเชื้อ H. pylori พบว่าไม่สามารถฆ่าเชื้อ H. pylori ได้ แต่ก็ยังช่วยรักษาอาการอาหารไม่ย่อย และ

ลดการอักเสบของแผลในกระเพาะอาหาร ลด อาการปวดแสบท้อง

การรับประทานขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงกว่า วิตามินอี 80 เท่า ปัจจุบันจึงนำมาใช้ในโรคที่คาดว่าจะเกิดจากอนุมูล

อิสระ อาทิ โรคมะเร็ง โรคอัลไซเมอร์ โรคหัวใจ และหลอดเลือด

ข้อควรระวังการใช้ขมิ้นชัน

การรับประทานขมิ้นชันเพื่อการรักษาโรคใดๆ ก็ตาม ถ้าหากเรารู้ว่าเราเป็นโรคอะไร หากรับประทานไปเรื่อยๆ จนโรคนั้นหาย

ไปแล้ว ก็ควรหยุดรับประทาน ถึงแม้ขมิ้นจะมีประโยชน์ก็จริงแต่หากร่างกายได้รับมากเกินความต้องการอาจจะกลายเป็นโทษ

เสียเอง ขมิ้นชันผลข้างเคียงคืออาการแพ้ เช่น คลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดหัว นอนไม่หลับ ดังนั้นหากคุณรับประทานขมิ้นแล้วมี

อาการดังกล่าวควรหยุดรับประทานและหายาชนิดอื่นรับประทานแทน และยังมีความเชื่อว่าขมิ้นชัน โทษและข้อเสียของขมิ้น

ในแถบภาคใต้ว่าการรับประทานขมิ้นที่มากเกินไปและถี่เกินไปนั้นแทนที่จะช่วยป้องกันโรคมะเร็ง แต่อาจจะเป็นมะเร็งเสียเอง

คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : เสริมภูมิต้านทาน

เครดิต : http://www.thaiherbweb.com/product-type/3311/ขมิ้นชันแก่.html

อ่านก่อนกิน ไม่โดนหลอก สมุนไพร เห็ดหลินจือ แคปซูล

                                         เห็ดหลินจือ

 

 

เห็ดหลินจือ

ชื่อสามัญ : Lingzhi mushroom, Reishi mushroom

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ganoderma lucidum (Curtis) P. Karst

ชื่อวงศ์ : GANODERMATACEAE

ชื่อเรียกอื่นๆ : เห็ดหมื่นปี, เห็ดอมตะ เป็นต้น

#เห็ดหลินจือ เป็นยาจีน (Chinese traditional medicine) ที่ใช้กันมานานกว่า 2,000 ปี นับตั้งแต่สมัยจักรพรรดิฉิน ซีฮ่องเต้เป็นต้นมา เห็ดหลินจือ เป็นของหายากมีคุณค่าสูงในทางสมุนไพรจีน และได้ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณ “เสินหนงเปินเฉ่า” ซึ่งเป็นตำราเก่าแก่ที่สุดของจีนมีคนนับถือมากที่สุด ได้กล่าวไว้ว่า เห็ดหลินจือ เป็น “เทพเจ้าแห่งชีวิต” (Spiritual essence) มีพลังมหัศจรรย์ บำรุงร่างกาย ใช้เป็นยาอายุวัฒนะใน การยืดอายุออกไปให้ยืนยาว ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และยังสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง ชาวจีนโบราณต่างยกย่องเห็ดหลินจืออย่างเหนือชั้น ว่าดีที่สุดในหมู่สมุนไพรจีน นอกจากจะมีสรรพคุณเหนือชั้นกว่าแล้วยังปลอดภัยไม่มีพิษใด ๆ ต่อร่างกาย

สรรพคุณ เห็ดหลินจือ

ในสมัยโบราณ กล่าวกันว่า เห็ดหลินจือทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น ให้พลังชีวิตมากขึ้น ใช้บำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้มีกำลัง ทำให้ความจำดีขึ้น ทำให้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ชัดเจนดีขึ้น ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสีหน้าแจ่มใส ชะลอความแก่ ส่วนสรรพคุณอื่นๆที่ได้รวบรวมไว้ได้แก่ รักษาและต้านมะเร็ง รักษาโรคตับ เห็ดหลินจือ" href="http://www.thaiherbweb.com/product/223785/ชาย-เห็ดหลินจือแท้-100-.html">#ความดันโลหิตสูง ขับปัสสาวะ ปรับความดันโลหิตทั้งสูงและต่ำ ภาวะมีบุตรยาก การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ #โรคภูมิแพ้ โรคประสาท ลมบ้าหมู เส้นเลือดอุดตันในสมอง #อัมพาต อัมพฤกษ์ ปวดเมื่อย ปวดข้อ โรคเกาต์ โรคเอสแอลอี เส้นเลือดหัวใจตีบ ตับแข็ง #ตับอักเสบ ปวดประจำเดือน ริดสีดวงทวาร อาหารเป็นพิษ แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ บำรุงสายตา และความเชื่อดังกล่าว ยังคงสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

เห็ดหลินจือได้ถูกบันทึกไว้ว่า มีขึ้นอยู่ตามธรรมชาติมาก กว่า 100 สายพันธุ์ และสำหรับสายพันธุ์ที่นิยมมีสรรพคุณทางยาดีที่สุดคือ กาโนเดอร์ม่า ลูซิดั่ม (Ganoderma lucidum) หรือสายพันธุ์สีแดง

เห็ดหลินจือมีสารโพลีแซคคาไรด์ ซึ่งเป็นสารยับยั้งอาการต่างๆ ข้างต้น เห็ดหลินจือในแต่ละชนิดจะมีปริมาณสารโพลีแซคคาไรด์ในปริมาณที่แตกต่างกัน แต่สายพันธุ์ที่มีสารโพลีแซคคาไรด์มากที่สุด คือ เห็ดหลินจือสีแดง ซึ่งมีงานวิจัยต่างๆ พบว่ามีสารโพลีแซคคาไรด์มากที่สุดในบรรดาเห็ดหลินจือทั้งหมด

                                                เห็ดหลินจือ

ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับ เห็ดหลินจือออกมาจำหน่ายกันเป็นจำนวนมาก การเลือกผลิตภัณฑ์ #เห็ดหลินจือแดง ควรศึกษาตั้งแต่วิธีการเพาะปลูก ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญ เพราะการจะได้เห็ดหลินจือที่มีคุณภาพที่ดีนั้น ตัวเห็ดหลินจือเอง จะต้องได้รับการเพาะเลี้ยงในสภาวะที่เหมาะสม ทั้งในเรื่องความชื้น แสงสว่าง และสารอาหารที่ได้รับ ส่วนขั้นตอนการแปรรูป ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ เพราะถือเป็นกระบวนการที่จะสกัดสารโพลีแซคคาไรด์จากตัวเห็ดเองออกมาให้ได้ มากที่สุด นอกจากนี้การบรรจุภัณฑ์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องให้ความสนใจไม่แพ้กัน ควรเป็นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถกันความชื้นได้ดี เพราะว่าความชื้นจะทำให้เห็ดหลินจือขึ้นราได้ เนื่องจากเห็ดหลินจือค่อนข้างไวต่อความชื้น

สรรพคุณของเห็ดหลินจือช่วยบำรุงตับ และรักษาโรคตับ ตับแข็ง ตับอักเสบ แต่มีรายงานทางการแพทย์หลายกรณี ว่า ส่งผลให้ตับอักเสบได้ โดยเฉพาะผู้ผลิตและปลูกโดยไม่มีความรู้ด้านวิศวกรรมเคมียาตะวันออกโบราณอัน ลี้ลับของการใช้เห็ดหลินจือเป็นแกนดูดซับตัวยาอื่นในการบำรุงตับที่แท้จริง กว่า 4000 ปี ในภูมิปัญญาตะวันออก ดังนั้นแพทย์โรคเบาหวานจึงพบผู้ป่วยเป็นโรคตับอยู่บ่อยครั้งในผู้ป่วยที่ไม่ ได้รับประทานเห็ดหลินจือยี่ห้อที่มีสถิติลดเบาหวานได้สูง และควรระมัดระวังการใช้เป็นอย่างมากในผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบที่มีการ ติดต่อทางน้ำลาย ทางที่ดีผู้รับประทานควรตรวจเลือดหาไวรัสตับอักเสบก่อนรับประทาน หรือไปบริจาคเลือดบ่อยๆ แล้วขอดูผลเลือด

ประโยชน์ของเห็ดหลินจือ สรรพคุณของเห็ดหลินจือเห็ดหลินจือสรรพคุณใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สีหน้าแจ่มใส ช่วยบำรุงและรักษาสายตา สรรพคุณเห็ดหลินจือใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยทำให้อายุยืนยาว ช่วยชะลอแก่ ชะลอวัย ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายแข็งแรง ช่วยทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น ให้พลังชีวิตมากขึ้น ช่วยส่งเสริมระบบการไหลเวียนของเลือดให้ดียิ่งขึ้น ช่วยทำให้ความจำดีขึ้น ช่วยผ่อนคลายระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้นอนหลับได้สนิท ช่วยทำให้ประสาทสัมผัสต่างๆ ดีขึ้น สรรพคุณช่วยรักษาและต่อต้านมะเร็ง โดยส่งเสริมภูมิคุ้มกัน กระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวสร้างสารต้านมะเร็งช่วยแก้พิษจากรังสี คีโม เช่น เม็ดเลือดขาวต่ำจากคีโม ท้องเสียอักเสบจากการฉายรังสี อาการปวดจากพิษบาดแผล ช่วยลดความดันโลหิตและรักษาโรคความดันโลหิตสูง ช่วยปรับความดันโลหิตทั้งสูงและต่ำให้สมดุล ช่วยรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ช่วยป้องกันเส้นเลือดในสมองและหัวใจอุดตัน ป้องกันอัมพฤกษ์ อัมพาต ช่วยลด #ไขมันในเลือด ช่วยรักษาและบรรเทาอาการของโรคหมอนรองกระดูกแตกกดทับเส้นประสาทให้ทุเลายิ่ง ขึ้น ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมอาการเบาหวาน ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้ หอบหืด ช่วยรักษาโรคประสาท สรรพคุณของเห็ดหลินจือช่วยบำรุงตับ และรักษาโรคตับ ตับแข็ง ตับอักเสบ เห็ดหลินจือรักษาโรคไตเรื้อรังบางชนิด โดยช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของไตให้ดีขึ้น ประโยชน์ของเห็ดหลินจือช่วยรักษาโรคลมบ้าหมู ช่วยแก้อาการอาหารเป็นพิษ ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ ประโยชน์เห็ดหลินจือช่วยขับปัสสาวะ ช่วยรักษาและบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อ ประโยชน์ของเห็ดหลินจือช่วยรักษาโรคเกาต์ ช่วยสลายใยแผลเป็น หรือพังผืดหดยืด ทำให้ในแผลเป็นอ่อนนิ่มและหดตัวเล็กลง ช่วยยับยั้งเชื้อไวรัส อย่าง ไวรัสเอดส์ อีสุกอีใส งูสวัด ช่วยรักษาโรคลูปัส อีริทีมาโตซัส ทั่วร่าง (SLE) หรือโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ ช่วยแก้อาการป่วยบนที่สูง เช่น อาการหูอื้อ ช่วยรักษาโรคที่มีสาเหตุมาจากการขาดออกซิเจน เช่น ถุงลมโป่งพอง หัวใจหล้มเหลว เส้นเลือดหัวใจตีบ ช่วยแก้อาการปวดประจำเดือน ช่วยแก้ปัญหาภาวะมีบุตรยาก ช่วยป้องกันการเสื่อมสรรถภาพทางเพศ เห็ดหลินจือ จัดเป็นสเตียรอยด์ธรรมชาติ ซึ่งไม่มีสารพิษหรือผลข้างเคียงเหมือนกับสเตรียรอยด์สังเคราะห์

หลินจือ                         เห็ด

 

เห็ดหลินจือเป็นของหายากมีคุณค่าสูงในทางสมุนไพรจีน เห็ดหลินจือ เห็ดหลินจือ บำรุงคนชรา บำรุงหัวใจเห็ดหลินจือ เป็น King of Herb เมื่อ คุณสมบัติพิเศษของเห็ด คือโครงสร้างและสารประกอบภายในที่สามารถปรับตัวและป้องกันตัวเองได้ในทุก สภาวะแวดล้อมส่งผลด้านบำรุงร่างกาย บรรเทาอาการ และเป็นเครื่องมือเสริมการรักษาโรคได้ยอดเยี่ยมฉันนั้น

วัยเด็กและวัยหนุ่มสาว เห็ดหลินจือช่วย ส่งเสริมการเจริญเติบโต และพัฒนาการ บำรุงกำลังและเสริมความแข็งแรง เสริมภูมิต้านทานโรค บำรุงสมองและสติปัญญา ที่สำคัญช่วยบำรุงสมรรถภาพไต

พอ ก้าวสู่วัยทำงานและกลางคน เจ้าเห็ดมหัศจรรย์ เหมาะใช้เพื่อความงามของผิวพรรณ ลดรอยด่างดำ คงความอ่อนวัย และบำรุงอวัยวะภายใน ทั้ง ปอด ตับไต รวมทั้งเพิ่มสมรรถภาพของระบบต่างๆ

แต่เห็ดหลินจือกลับ เป็นที่นิยมในหมู่ผู้สูงอายุมากที่สุด เพราะมันช่วยชะลอความแก่ ต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความจำเสื่อม เพิ่มออกซิเจนในเลือดกระตุ้นการไหลเวียนเลือด บำรุงหัวใจ ต่อต้านสารพิษ และกำลังเพิ่มความฮอตมากขึ้น เพราะนำมาต่อต้านมะเร็ง

ฆาตกรฆ่ามะเร็งอย่างเห็ดหลินจือ มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรค และกำจัดเซลล์มะเร็งได้ พวกมันมีวิธีหาอาหารโดยสร้างเอ็มไซม์ ออกไปย่อยสลายสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตภายนอก ซึ่งอาจเป็นวิธีการเดียวกับที่ใช้ย่อยสลายเชื้อโรคและเซลล์มะเร็งด้วย

สำหรับผู้มีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร วิงเวียน นอนไม่หลับ มือเท้าเย็น ไอ หอบหืด อักเสบ มีการเจ็บปวดหรืออาการทางจิตประสาท การบริโภคเห็ดหลินจือก็สามารถช่วยได้เช่นกัน

นอก จากนั้นยังใช้รักษาร่วมกับผู้ป่วยได้หลายโรค อาทิ โรคมะเร็งที่ใช้เคมีบำบัด และการฉายรังสี เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง โรคภูมิแพ้ การติดเชื้อไวรัส โรคเอดส์ โรคทางสมองทั้งหลาย โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง-ต่ำ โรคตับ โรคไต รูมาตอยด์ โรคเอสแอลดี และผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ เป็นต้น

เมื่อมีประโยชน์ ก็มีโทษได้ หากบริโภคไม่ถูกวิธี หากเราใช้เห็ดที่บริสุทธิ์และมีคุณภาพดีแล้ว มันไม่มีโทษแต่ประการใด สามารถใช้ได้ต่อเนื่องตลอดไป ครั้งแรกนั้น คุณหมอสุรพลแนะนำให้เริ่มจากปริมาณน้อย แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นทุก 3 วัน ที่น่าสนใจคือ สามารถใช้เห็ดหลินจือเพียงชนิดเดียว หรือหลายชนิดร่วมกันก็ได้ ตลอดจนไม่มีฤทธิ์ตีกับยาที่รับประทานอยู่ หรือการรักษาอย่างอื่นก็ได้

แม้จะมีไม่โทษ แต่มีผลข้างเคียงสำหรับบางคน นอกจากเด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยมะเร็งและผู้ป่วยหนัก รวมทั้งผู้มีประวัติแพ้ยาจะต้องปรึกษาแพทย์ตามธรรมเนียมแล้ว ในระยะแรก คนปกติก็อาจมีอาการท้องเสีย คอแห้ง หรือมีผื่นคัน แต่ก็มักจะหายได้เองภายใน 2-7 วัน แต่ถ้ายังมีอาการข้างเคียงดังกล่าวอยู่ แนะนำให้หยุดใช้ไปก่อนหนึ่งสัปดาห์ แล้วลองเริ่มต้นใหม่

สำหรับ คุณสมบัติอันโดดเด่นของหลินจือแดงก็คือ ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค กำจัดสารพิษในร่างกาย กระตุ้นเซลล์ในร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความชรา บำรุงร่างกายเมื่ออ่อนเพลียหรือขณะพักฟื้นให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งช่วยควบคุมระบบไหลเวียนโลหิตให้ไหลเวียนสะดวกมากขึ้น

ความมหัศจรรย์ของเห็ดหลินจือแดงนั้นได้รับการยอมรับในวงการแพทย์แผนปัจจุบัน และการแพทย์ทางเลือก โดยมีหลักฐานรายงานการวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า ในเห็ดหลินจือแดงมีสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายกว่า 250 ชนิด ซึ่งสารต่างๆ เหล่านี้ ทำงานประสานกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ ส่งผลให้ร่างกายเกิดความสมดุลเพิ่มพลังในการป้องกันและบำบัดโรค คืนพลังการฟื้นฟูร่างกายที่ธรรมชาติเคยมอบให้กับมนุษย์

 

 



เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง : http://www.thaiherbweb.com/product/223785/ชาย-เห็ดหลินจือแท้-100%.html

รากปลาไหลเผือกแท้100% บำรุงกำลังสมุนไพรเพื่อบุรุษเพศ Thaiherbweb

 ปลาไหลเผือก

#ปลาไหลเผือก หรือ #ปลาไหลเผือกใหญ่ ชื่อวิทยาศาสตร์: Eurycoma longifolia เป็นไม้ยืนต้นในวงศ์ Simaroubaceaeชื่ออื่นๆ กรุงบาดาล (สุราษฎร์ธานี) คะนาง ชะนาง (ตราด) ตรึงบาดาล (ปัตตานี) ตุงสอ แฮพันชั้น (ภาคเหนือ) เพียก(ภาคใต้) หยิกบ่อถองหรือหยิกไม่ถึง เอียนด่อน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ไหลเผือก (ตรัง)เป็นไม้ไม่ผลัดใบ รากกลมโตสีขาว สีขาวนวล รากที่มีอายุหลายปีจะมีความยาวมาก อาจยาวมากกว่า 2 เมตร ลำต้นเรียบสีน้ำตาลเทา ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ดอกช่อออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงสีเขียวอมน้ำตาล ปลายกลีบแดงอมเขียว กลีบดอกสีแดงอ่อนเกสรตัวผู้และตัวเมียสีแดงอ่อน ยื่นยาวกว่าดอก ผลเดี่ยว ทรงกระบอกกลมสั้น ผลแก่แล้วแตก ผลอ่อนสีเขียว แก่แล้วเป็นสีส้มรากปลาไหลเผือก" href="http://www.thaiherbweb.com/product/528387/รากปลาไหลเผือก-สมุนไพรไวอากร้า.html">#ปลาไหลเผือกใหญ่ เป็นพืชที่มีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพร ใช้ รากถ่ายพิษต่างๆ ถ่ายพิษไข้พิษเสมหะ และโลหิต แก้ไข้ แก้ไข้มาลาเรีย ตัดไข้ทุกชนิด แก้ลม แก้วัณโรคระยะบวม ขับเหงื่อ ขับพยาธิ แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้เจ็บคอ #ความดันเลือดสูง อัมพาต ขับถ่ายน้ำเหลือง แก้ท้องผูก ใช้รากเป็นส่วนผสมของยาบำรุงกำลัง นำรากผสมกับรากโลดทะนงแดง และพญาไฟ ฝนน้ำดื่ม แก้ไข้ ใช้เลิกเหล้า รากผสมกับรากย่านางแดง และพญายา ฝนน้ำกินขับพิษ ในตำรายาโบราณ เป็นส่วนผสมของยาสามราก ที่ใช้ขับพิษ และแก้อาการลงแดงจากการติดยาเสพติด เป็นส่วนผสมของยาประสะเหมือดคน และยาจันทน์ลีลา และยาแก้ไข้ห้าราก ชาวโอรังอัสลีในรัฐเประ ประเทศมาเลเซียนำรากไปต้มกับชาใช้กระตุ้นความรู้สึกทางเพศในทางเภสัชวิทยา ปลาไหลเผือกใหญ่ มีฤทธิ์ลดไข้ ต้านมาลาเรีย มีฤทธิ์กระตุ้นความรู้สึกทางเพศของหนูตัวผู้ ลดความวิตกกังวล เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง ต้านการก่อเกิดเนื้องอก #ลดน้ำตาลในเลือด สารออกฤทธิ์ที่สำคัญได้แก่ สารกลุ่มquassinoids เช่น eurycomalactone eurycomanol eurycomanone ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อมาเลเรียในหลอดทดลอง

สรรพคุณของสมุนไพร รากปลาไหลเผือก 100%

  • ออกฤทธิ์กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone)

  • ช่วยเพิ่มจำนวนตัวสเปิร์มในน้ำอสุจิ บำรุงสเปิร์มและไขกระดูก

  • ชะลอการหลั่ง แก้ปัญหาอาการหลั่งเร็ว

  • บำรุงกำลัง บำรุงร่างกายให้แข็งแรง

  • เสริมสร้างฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth hormone) ซึ่งจะช่วยในการชะลอความเสื่อมหรือ ชะลอความชราให้กับร่างกาย

  • เสริมสมรรถภาพทางเพศให้สมบูรณ์ โดยช่วยให้อวัยวะเพศแข็งตัวดีขึ้น ทำให้เกิดการตื่นตัวทางเพศ ทำให้มีความคงทนในการมีเพศสัมพันธ์ได้นานขึ้น

  • เพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนเลือด

  • ป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง,โรคเบาหวาน,ลดน้ำตาลในเลือด, บำรุงไต

  • ลดไข้ ลดอาการเมื่อยล้า เพิ่มพลังงาน และเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

  • ประกอบด้วย Superoxide dimutase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ

  • ลดภาวะวัยทองในผู้ชาย และหญิง, แก้ปวดมดลูกและตกขาวในผู้หญิง

  • มีคุณสมบัติในการต่อต้านเซลล์มะเร็งปอดและมะเร็งเต้านมได้ มีฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย

  • ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง ปวดเอว แก้ปวดกระดูก

  • ใช้ในการรักษาอาการข้อเสื่อมรูมาติก, เกาต์ และอื่นๆ เช่น อาการปวดข้อในหญิงวัยหมดประจำเดือน

ที่เรียกสมุนไพรชนิดนี้ว่า “ปลาไหลเผือก” เนื่องจากรากของสมุนไพรชนิดนี้มีลักษณะเหมือนปลาไหลเผือก คือมีสีขาวยาวๆเหมือนปลาไหลเผือก และยังมีรากเดียว บางครั้งจึงมีคนเรียกว่า พญารากเดียว ส่วนรากปลาไหลเผือก ถ้ามีอายุหลายปี จะมีความยาวมาก บางครั้งยาวมากกว่าความสูงของคนเสียอีก จนทำให้บางท้องที่เรียกปลาไหลเผือกว่า #ตรึงบาดาลประวัติศาสตร์การใช้ประโยชน์เพื่อปรับปรุงสมรรถภาพ และเสริมพลังชีวิตของท่านชาย มานานกว่า ๑,๐๐๐ ปี ปัจจุบันด้วยการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์การแพทย์ #ตงกัทอาลี ได้ถูกวิเคราะห์ วิจัย จากทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศ และนอกประเทศ ถึงบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างพลังชีวิตท่านชาย เพิ่มฮอร์โมนเพศ เสริมสร้างและปรับปรุงสมรรถภาพ #เพิ่มภูมิต้านทาน ลดสภาวะวัยทอง (ใช้ได้ผลทั้งชาย และหญิง) ฯลฯการศึกษาวิจัยสมัยใหม่พบว่ารากปลาไหลเผือกมีสรรพคุณ ในการเพิ่มความแข็งแรง ของนักกีฬาได้อย่างชัดเจนด้วยยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี ใช้

- รากปลาไหลเผือก ต้มน้ำดื่ม แก้ไข้ ฝนน้ำดื่ม แก้ปวดท้อง

- รากปลาไหลเผือก นำไปเข้ายาบำรุงกำลัง โดยนำรากปลาไหลเผือก ผสมกับรากโลดทะนงแดง และพญาไฟ ฝนน้ำดื่ม แก้

ไข้ ใช้เลิกเหล้า รากปลาไหลเผือก ผสมรากย่านางแดง และพญายา ฝนน้ำกินขับพิษ รากปลาไหลเผือก ผสมกับ รากโลดทะนงแดง และพญาไฟ ฝนน้ำกิน ทำให้อาเจียน ใช้เลิกเหล้า

ตำรายาไทย

ใช้ รากปลาไหลเผือก รสขม เบื่อเมาเล็กน้อย ถ่ายพิษต่างๆ ถ่ายฝีในท้อง ถ่ายพิษไข้พิษเสมหะ และโลหิต แก้ไข้ แก้ไข้มาลาเรีย ตัดไข้ทุกชนิด แก้ลม แก้วัณโรคระยะบวม ขับเหงื่อ ขับพยาธิ แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้เจ็บคอ ความดันเลือดสูง #อัมพาต ขับถ่ายน้ำเหลือง แก้ท้องผูกนอกจากนั้นยังใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาโบราณ ได้แก่“ยาสามราก” (ประกอบด้วยรากพืช 3 ชนิดคือ รากโลดทะนง รากฮังฮ้อน และรากปลาไหลเผือก) ทำให้อาเจียน และถ่ายใช้ล้างพิษยาเสพติด ใช้บำบัดผู้ที่ติดยาเสพติด และแก้อาการลงแดงจากยาเสพติด โดยยานี้จะทำให้อาเจียน และถอนพิษยาเข้าตำรับ “ยาประสะเหมือดคน” แก้ไข้ แก้ร้อนใน นอกจากนั้นยังใช้รากปลาไหลเผือก มาผสมหญ้าแห้วหมู และรากผักติ้วต้มน้ำดื่มแก้ปัสสาวะขัดเป็นส่วนประกอบใน “ตำรับยาจันทน์ลีลา” ใช้รักษาไข้ตัวร้อน ไข้เปลี่ยนฤดูและตำรับ “ยาแก้ไข้ห้าราก” ช่วยแก้ไข้ แก้พิษไข้ปลาไหลเผือกในการบำรุงกำหนัด

 

ปลาไหลเผือก     

 

ปลาไหลเผือกกระตุ้นให้ อัณฑะผลิตเทสทอสเตอร์โรนมากขึ้นด้วยตัวเอง โดยการส่งสัญญาณไปที่ระบบประสาทส่วนกลางและต่อมพิททุอิทารี่ ไม่ใช่เป็นการให้ฮอร์โมนสังเคราะห์ ร่างกายเราสามารถรับเอาเทสทอสเตอร์โรนสังเคราะห์ได้ แต่ไอ้เจ้าฮอร์โมนสังเคราะห์จะเป็นตัวค่อยขัดขวางระบบต่างๆ ทางเพศ เป็นเหตุให้เจ้าโลก และอัณฑะของเราเหี่ยวเฉาลง เพราะว่าเมื่อเทสทอสเตอร์โรนมีระดับ(เทียม)สูงขึ้น #ฮอร์โมนเพศ ( แอนโดเจน และ เอสโทรเจน) จะส่งสัญญานไปให้ร่างกายสั่งลดระดับหรือหยุดการผลิตเทสทอสเตอร์โรนเอง ของร่างกายลง เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “negative feedback” หรือ “การสนองตอบด้านลบ” ปลาไหลเผือกจะขัดขวางปฏิกิริยานี้ไม้ให้ไปยังระบบประสาทส่วนกลาง และต่อมพิททุอิทารี่ รับรู้เพื่อเหตุผลที่ต้องการให้ร่างกายยังคงผลิต และยกระดับเทสทอสเตอร์โรน ทำให้อัณฑะสามารถผลิตเทสทอสเตอร์โรนได้เต็มหน้าที่ และขีดความสามารถ เจ้าโลก และอัณฑะของท่านก็จะมีการเพิ่มขนาดที่ใหญ่โตขึ้น (ยืนยันว่าจริง)การใช้ในรูปแบบของผงสมุนไพรแคปซูลเพื่อให้กินง่าย ใช้ในการบำรุงสมรรถภาพทางเพศ บำรุงฮอโมนเพศและอื่นๆ เช่นปวดข้อในหญิงวัยหมดประจำเดือน ใช้บำรุงเซ็กซ์ #เสริมสมรรถภาพทางเพศ และช่วยเพิ่มจำนวนตัวสเปิร์มในน้ำอสุจิ เพิ่มความแข็งแรงและความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวของตัวสเปิร์ม นอกจากนี้ ยังช่วยในการรักษาโรคต่างๆ โดยเข้าไปเสริมสารต่างๆที่มีผลต่อโรคนั้นเช่นกระเพาะอาการอักเสบ ลดไข้ หอบหืด สร้างสมดุลให้กับฮอร์โมนเพศหญิง

หมายเหตุ

ซึ่งแนะนำให้กินตอนเช้า-เย็นก่อนอาหาร หรือก่อนนอน ครั้งละ1- 2 แคปซูล กับน้ำอุ่นหรือ กินกับน้ำสไปรท์ จะได้ผลเร็วมาก

หมามุ่ย

ไทยรัฐ วันที่ 18 มิย. 2559เตือน นี่เป็นสาเหตุที่ร้านไม่จำหน่ายสินค้าประเภทนี้เลย เพราะหนึ่งร้านระมัดระวังเรื่องพวกนี้ให้ท่าน และสองให้ซื้อสมุนไพรจากร้านที่มีความรู้ด้านนี้จริงๆ อย่าหลงซื้อจากมือสมัครเล่น สูตรบ้าบอแปลกๆที่ไม่มีในตำรา เอามาผสมกันเคยเห็นสมุนไพรเช่นตรีผลา จตุผลา โสม ย่านาง หญ้าฮี๋ยุ่ม รากสามสิบ ฯลฯ ขายถุงหรือขวดละ 75 – 85 บาทไหมครับบรรจุ 100 แคปซูล ท่านคิดว่าเขาเอาอะไรให้ท่านทาน สมุนไพรมีราหรือเปล่า หรือสมุนไพรผสมแปลก เป็นสูตรคิดเอง เอาของที่คิดว่าดีมาผสมแล้วคิดว่ามันจะดีเป็นสองเท่า สามเท่า แต่ไม่่ใช่นะครับ ยาไทยไม่ใช่เอาอะไรมาผสม มันอาจกลายเป็นยาทำลายตับ ไต ยาพิษ อย่าเลยครับ เป็นมะเร็งมันทรมานนะครับ เงินทองต้องรักษามหาศาล ทานของที่มั่นใจเถิดครับ เป็นแล้วมันแก้ไขไม่ได้นะครับ แวะที่นี่มีแต่ของไม่อันตราย

thaiherbweb.com

 

 

 

 

 



เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง : http://www.thaiherbweb.com/product/528387/รากปลาไหลเผือก-สมุนไพรไวอากร้า.html

สมุนไพรลดอ้วน ลดน้ำหนัก ไขมัน ระบบเผาผลาญ thaiherbweb

 

ถั่วขาว

 

#สมุนไพรลดความอ้วน

เป็นที่ทราบกันดีว่าสมุนไพรพื้นบ้านใกล้ๆตัวเรานั้นมี สรรพคุณช่วยในการลดไขมันในเส้นเลือด คอเรสตอรอล และช่วยลดความอ้วนได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยในร่างกายได้หลายอย่าง ข้อดีของการใช้สมุนไพรคือมีผลข้างเคียงและสารพิษน้อยเนื่องจากมาจากธรรมชาติ ราคาถูก หาซื้อง่ายสมุนไพรลดความอ้วน จึงเป็นที่นิยมและต้องการในตลาดอยู่เสมอ ด้วยในปัจจุบันนี้คนไทยก็เริ่มหันมาสนใจในการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น นอกจากการออกกำลังกายและทานอาหารแล้ว ก็ยังนำเอาสมุนไพร มาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดน้ำหนัก" href="https://www.facebook.com/ThaiHerbClub/">#ลดความอ้วนอีกด้วย ส่วนจะใช้สมุนไพรอะไรบ้างนั้น โปรดติดตาม

#พริกไทยดำ

นักวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาค้นพบว่า พริกไทยดำ มีคุณสมบัติในการช่วย ลดความอ้วน เนื่องจาก ในพริกไทยดำ มีส่วนประกอบของสารไพเพอร์รีน (Piperine) ซึ่งจะมีจุดเด่นในเรื่องความฉุนและรสชาติที่เผ็ดร้อน ที่ช่วยควบคุมยีนส์ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการก่อตัวของเซลล์ไขมันใหม่ให้ลดลง พร้อมกับทำลายเซลล์ไขมันเก่าที่สะสมอยู่ภายในร่างกายให้มีจำนวนน้อยลง

พริกไทยดำ จะมีคุณสมบัติช่วยในการ ลดความอ้วน ดังต่อไปนี้          พริกไทยดำ

ช่วยกำจัดเซลล์ไขมันที่อยู่ในร่างกาย โดยทำให้เซลล์ไขมันเก่าที่สะสมอยู่ในร่างกายตาย พร้อมกับควบคุมการเกิดขึ้นใหม่ของเวลล์ไขมัน ทำให้ผอมลงและกลับมาอ้วนอีกยากขึ้นช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารทำให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญพลังงานได้ อย่างสมบูรณ์ จึงไม่ทำให้เกิดการสะสมของไขมันในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความอ้วนขึ้น

ข้อความระวัง : แนะนำ ให้รับประทานพริกไทยดำจากการปรุงอาหาร มากกว่าผลิตภัณฑ์ ลดความอ้วน ต่างๆที่ทำจากพริกไทยดำ โดยคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ได้ทำการวิจัยแล้วว่า การกินผลิตภัณฑ์ ลดความอ้วน พริกไทยดำ ในปริมาณมากและติดต่อกันเป็นเวลานานนั้น ทำให้เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งได้

ขิง

ขิงในมุมของยาแผนโบราณขิงนั้นจะมีสรรพคุณในการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารนั่นคือ ท้องผูก, มีแก็ส, ท้องเสีย, คลื่นไส้, และจุกเสียด และไม่ใช่เพียงแต่นี้ ขิงก็มีประโยชน์ในด้านลดน้ำหนักเช่นกัน นั่นคือมันช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์ได้มากขึ้น กำจัดของเสียได้มากขึ้น และทำให้ร่างกายนำพลังงานที่เก็บไว้ในรูปแบบของไขมันออกมาใช้ได้มากขึ้นเช่น กัน นอกจากนี้ขิงยังมีช่วยเพิ่มพลังให้กับการเผาผลาญ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าเพิ่มได้มากถึง 20% เลยทีเดียว และยังช่วยทำให้คุณรู้สึกอิ่มเร็วอันเนื่องมาจากเส้นใยอาหารที่มากอีกด้วย

 

                          ส้มแขก

#ส้มแขก

ส้มแขก มีสาร HAC (สารไฮดรอกซีซิตริกแอสิด) อยู่เป็นจำนวนมาก เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการเข้าไปสกัดกั้นและยับยั้งการสะสมของไขมันส่วน เกินไนร่างกาย อีกทั้งยังช่วยให้กินอาหารได้น้อยลง ทำให้น้ำหนักลด #หน้าท้องยุบ ลดพุง รูปร่างเพรียวขึ้น มีผลดีมากในการ #ลดความอ้วนHAC ทำให้ยับยั้งการนำน้ำตาล จากอาหารประเภท แป้ง ข้าว และน้ำตาล ไม่ให้เปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมตามร่างกายแต่จะนำไปใช้เป็นพลังงานของร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่นไม่อ่อนเพลีย และ เมื่อในกระแสเลือดไม่ขาดน้ำตาล ก็จะทำให้ความรู้สึกหิวอาหารลดลง ไปด้วย ขณะเดียวกัน ก็จะนำไปสะสมเป็นพลังงานสำรองในรูปของไกลโคเจนที่ตับ ทำให้ร่างกายรับรู้ว่ามีพลังงานสำรองเพียงพอ ทำให้ไม่รู้สึกหิวมาก นอกจากนี้ ยังมีผลไปกระตุ้น ให้มีการดึงเอาไขมันที่สะสมออกมาใช้เป็นพลังงานทำให้ไขมันที่สะสมอยู่ลดลง ซึ่งจะมีผลทำให้รูปร่างดีขึ้นนั่นเอง

 

ชาเขียว

จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์พบว่า สารคาเฟอีน และสารฝาดแคททิคิน ในชาเขียว มีคุณสมบัติในการช่วยเพิ่มอัตราการเมทาบอลิซึ่มของร่างกายให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มอัตรา#การเผาผลาญคาร์โบไฮเดรค และการออกซิเดชันของไขมันเมื่อ#ออกกำลังกาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถึง 4 % เมื่อเกิดการเผาผลาญพลังงานได้มาก จึงส่งผลช่วยในการสลายไขมันทำให้น้ำหนักตัวลดลง โดยที่ไม่กระทบต่ออัตราการเต้นของหัวใจ นอกจากนี้ ชาเขียวยังช่วยให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้มีการทำงานที่ดีมากยิ่งขึ้น จึงทำให้การเผาผลาญอาหารของร่างกายดีมากยิ่งขึ้น

 

ใบย่านาง

ย่านาง เป็นไม้เลื้อย พบขึ้น ตามป่าผลัดใบ ป่าดงดิบ และป่าโปร่ง ทุกภาค ของประเทศไทย มีสรรพคุณเฉพาะ ทั้งต้นปรุงเป็นยาแก้ไข้กลับ ใบเป็นยาถอนพิษการช่วยถอนพิษ แก้ไข้และลดความร้อนในร่างกายฃได้ อีกทั้งยังเป็นพืชที่ให้แคลเซียมและวิตามินซีค่อนข้างสูง และยังให้สารอาหารอื่นๆ เช่น ฟอสฟอรัส เหล็ก และวิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 และเบต้า-แคโรทีน หากกินทั้งใบก็จะมีเส้นใยมาก ส่วนรากของใบย่านางช่วยถอนพิษ แก้ไข้ แก้เมารถ เมาเรือ แก้โรคหัวใจและแก้ลมได้ด้วย ขอแถมให้อีกนิด หากนำน้ำใบย่านางมาสระผม จะช่วยทำให้ผมดกดำ ชลอผมหงอกได้อีกต่างหากใบย่านางกับความเชื่อเรื่องการลดน้ำหนักมีความเชื่ออยู่ว่าน้ำที่ต้มกับใบย่านางสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ แต่ก็ยังไม่มีงานวิจัยใดๆออกมายืนยันผลมีเพียงการทดลองและบอกต่อๆกันเท่า นั้น มีสูตรลดความอ้วนด้วยใบย่างนางมีมากมายหลายสูตรและสูตร ที่ทำง่ายๆและได้ผลดีได้แก่ วิธีเอา

“ย่านาง” ทั้งต้น มีขายตามแผงขายพืชผักพื้นบ้าน ตามตลาดสดทั่วไป เป็นกำ กำละ 5-10 บาท ใช้ทั้งกำล้างน้ำให้สะอาดต้มน้ำท่วมยาจนเดือด ดื่มขณะอุ่น 3 เวลาก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ ครั้งละ 1 แก้ว ต้มกินจนยาจืด ทำกินเรื่อยๆจะช่วยให้น้ำหนักค่อยๆลดลงได้ แต่ไม่ใช่ลดแบบฮวบฮาบ เมื่อน้ำหนักอยู่ ในระดับที่ต้องการแล้ว จะหยุดกินก็ได้ ข้อสำคัญต้องควบคุมอาหารด้วยจะได้ผลดี และเร็ว ไม่ว่าคุณจะใช้สมุนไพรตัวใดเพื่อลดน้ำหนักก็ตาม ควรจะปฏิบัติควบคู่ไปกับการกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ และออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยให้#การลดน้ำหนักได้ผลดีขึ้น อย่าจดจ่อกับการใช้สมุนไพรอย่างเดียวเพราะการกินแค่สมุนไพรอาจจะทำให้คุณขาดสารอาหารและเสียชีวิตได้ จึงโปรดใช้วิจารณญาณในการใช้ด้วย

#ดอกคำฝอย               คำฝอย

มักจะนำมาทำเป็นชาที่เรารู้จักกันดีว่าชาดอกคำฝอย มีคุณสมบัติช่วย #ลดไขมันในเลือด บำรุงเลือด ขับเหงื่อและเป็นยาระบาย ช่วยในการขับถ่าย ปัจจุบันนำมาใช้ในการลดความอ้วนด้วยการชงดื่ม สรรพคุณของดอก รสหวานร้อน เป็นยาขับระดู #บำรุงประสาท บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต แก้ดีพิการ ขับเหงื่อ ใช้ระงับประสาท บำรุง โลหิต แก้ไขข้ออักเสบ แก้หวัดน้ำมูกไหล เกสร รสหวานร้อน บำรุงโลหิตระดูและแก้แสบร้อนตามผิวหนัง เมล็ด รส หวานเย็น เป็นยาถ่าย ขับเสมหะ แก้โรค ลมเนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตก น้ำมันจากเมล็ด รสร้อน แก้อัมพาต แก้ฝี แก้ขัดตามข้อและลดไขมันในเส้นเลือด

 

#ตำลึง

ผักพื้นบ้านที่คนไทยใช้ยอดและใบตำลึงกินเป็นผักสด อาจนำไปต้มหรือลวกจิ้มกับน้ำพริก ใช้ปรุงในแกงต่างๆ เช่น แกงจืดแกงเลียง ต้มเลือดหมู ก๋วยเตี๋ยวหมูตำลึง นำไปผัดตำลึงไฟแดง หรือใส่ในไข่เจียว ผลอ่อนของตำลึงกินกับน้ำพริกคล้ายแตงกวา หรือดองกินคล้ายแตงดองได้ เนื้อในผลสุกของตำลึงมีรสอมหวาน กินได้ อุดมด้วยสารกลุ่มแอนโทไซยานินที่ต้านและสิ่งแวดล้อมเพื่อชนกลุ่มน้อยระบุว่า ตำลึงเป็นพืชที่มีบีตาแคโรทีนที่ดีที่สุดสำหรับชาวไทยภูเขา บีตาแคโรทีนเป็นสารกลุ่มคาโรทีนอยด์ทำหน้าที่กรองแสงให้กับดวงตา ป้องกันไฟเบอร์ของเลนส์ตาจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกออกซิไดซ์ ด้วยแสง ป้องกันการเกิดต้อ บีตาแคโรทีนเป็นสารที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ จัดเป็นสารกลุ่มคาโรทีนอยด์ที่มีประสิทธิภาพการทำงานดีที่สุด ดังนั้น ที่กล่าวกันว่า “ตำลึงบำรุงสายตา” ก็เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง

 

               ถั่วขาว

#จตุผลาธิกะ

ประกอบด้วยผลไม้ 4 อย่าง คือ #สมอไทย #สมอพิเภก #สมอเทศ #มะขามป้อม ผลไม้ทั้ง 4 อย่างมีรส เปรี้ยว ฝาด ขม นำ และหวานน้อยตาม เมื่อมาประกอบกันในอัตราส่วนเสมอภาค มีสรรพคุณในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับเสมหะ เมือกมัน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในอวัยวะหลายส่วน เช่น ปอด หลอดอาหาร หัวใจ หลอดเลือด ลำไส้ เมื่อใดที่เสมหะ เมือกมันมีส่วนเกินเนื่องจากอาหาร หรือมีไข้ การกำจัดส่วนเกินไปเป็นสิ่งจำเป็น มิฉะนั้นร่างกายก็จะป่วยไข้ได้

 

พริก

พริกเครื่องเทศในครัวเรือน จัดเป็นของคุ่ครัวไทยมาแต่โบร่ำโบราณ ด้วยเพราะรสชาติที่เผ็ดร้อนและกลิ่นหอมฉุนช่วยส่งเสริมให้รสชาติอาหารดียิ่งขึ้น พริกจัดอยู่ในกลุ่มของพืชผักสมุนไพร มีลักษณะและรสชาติแตกต่างกันไปตามแต่ละสายพันธุ์วิตามินและแร่ธาตุที่ประกอบอยู่ในพริกนั้นก็มีอยู่มากมาย อาทิ วิตามินเอ วิตามินบี ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม ใยอาหาร โดยเฉพาะวิตามินซีนั้นมีอยู่ในปริมาณสูงจึงมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงและบรรเทาอาการไข้หวัด ทั้งยังช่วยในการลดการอุดตันในเส้นเลือดและช่วยสลายลิ่มเลือด ทั้งยังช่วยในเรื่องของ#การเผาผลาญพลังงานได้อีกด้วย

 



ขอบคุณบทความจาก : http://www.thaiherbweb.com/index.php?mo=3&art=541606