วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559

โรคความดันเลือดสูง สมุนไพรไทยลดความดันโลหิตสูง สมุนไพรไทยรักษาความดันโลหิตสูงนั้นมีอะไรบ้าง

  โรคความดันเลือดสูง เป็นโรคใกล้ตัวที่เราจะมองข้ามไม่ได้ โดยเหตุที่ปัจจุบันมีคนเจ็บด้วยโรคนี้ต้องรับการเยียวยารักษาไม่น้อย ซึ่งนอกจากการป้องกันด้วยการกินยาแล้ว การรับประทานอาหาร และการใช้สมุนไพรบางกลุ่มก็ช่วยให้ความดันโลหิตที่เคยสูงลดลงได้ ซึ่งสมุนไพรไทยลดความดันโลหิตสูงก็ไม่ใช่สมุนไพรที่หายากเลยค่ะ แถมยังสามารถรับประทานได้ง่าย ไม่ต้องผ่านกรรมวิธีมากมาย  สำหรับใครที่สนใจจะทานสมุนไพรเพื่อรักษาความดันโลหิตสูง ก็ขอชี้ช่องทางว่าสมุนไพรเหล่านี้เป็นเพียงทางเลือกเสริม โดยเฉพาะในคนที่ทานยาแผนปัจจุบันแล้วยังไม่สามารถลดระดับความดันเลือดให้ลงมาอยู่ในค่าเป้าหมายได้ การติดตามผลความดันและโรคแทรกซ้อน โดยการไปพบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นค่ะ รวมถึงการแจ้งแพทย์เกี่ยวกับสมุนไพรที่เราเลือกใช้เสริมเข้ามา เพราะแพทย์จะได้พิจารณาปรับยาให้ผู้ป่วยให้ได้อย่างเหมาะสมค่ะ  อยากรู้กันแล้วใช่ไหมละ ว่าสมุนไพรไทยรักษาความดันโลหิตสูงนั้นมีอะไรบ้าง และสามารถนำมารับประทานกันได้อย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ



กระเทียม

          เจ้าสมุนไพรกลิ่นฉุนและเป็นลักษณะเฉพาะ ซึ่งเรานิยมนำมาเป็นส่วนประกอบในอาหารชนิดต่าง ๆ มีสรรพคุณในการลดความดันโลหิตสูงได้ดีเชียวละค่ะ แถมยังหาง่ายอีกด้วย โดยเรื่องนี้ถูกยืนยันโดยนักวิจัยจากออสเตรเลีย อย่างอาจารย์คาริน รีด อาจารย์ประจำคณะแพทย์เวชทั่วไป แห่งมหาวิทยาลัยอเดเลด ออสเตรเลีย ที่พบว่า สารสกัดจากกระเทียมสามารถลดความดันโลหิตลงได้ แต่ก็ควรเป็นหัวกระเทียมแก่นะคะ เพราะหากเป็นกระเทียมที่ยังอ่อนอยู่หรือกระเทียมที่ผ่านการปรุงสุกแล้วละก็ จะได้คุณสมบัติไม่เสมอเหมือนกับหัวกระเทียมแก่ค่ะ





บัวบก

          คงเคยได้ยินกันใช่ไหมคะว่าน้ำใบบกช่วยบรรเทาอาการช้ำในได้ แต่จริง ๆ แล้วบัวบกไม่ได้มีสรรพคุณแค่นั้นนะ แต่ยังมีประโยชน์อีกมากมาย โดยเฉพาะสรรพคุณในลดความดัน โดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ชักชวนว่าการดื่มน้ำใบบัวบกบ่อยๆทุกวันทำให้ความดันโลหิตลดลงได้ แถมเจ้าบัวบกนี้ยังช่วยทำให้หลอดเลือดดำและเส้นเลือดฝอยแข็งแรงขึ้น และช่วยคลายเครียดได้ ซึ่งความเครียดก็เป็นอีกเค้ามูลที่ทำให้ความดันโลหิตสูง

          วิธีบริโภคก็ไม่ยากค่ะ เพียงนำบัวบกทั้งต้นมาคั้นเอาแต่น้ำดื่ม โดยอาจจะเติมน้ำตาลเล็กน้อยหรือจะผสมกับน้ำใบเตยเพื่อลดรสชาติเหม็นเขียวค่ะ






          ขิง เป็นสมุนไพรโบร่ำโบราณที่นำมาใช้ในการรักษาโรคมากกว่า 5,000 ปี ซึ่งไม่เพียงช่วยย่อยอาหาร ยังช่วยหนุนการไหลเวียนของเลือดและช่วยลดความดันโลหิตได้อีกด้วย แต่ก็ควรใช้อย่างระมัดระวังเนื่องจากขิงเป็นพืชที่มีฤทธิ์ร้อน หากรับประทานมากไปอาจจะทำให้เกิดร้อนใน และแผลในกระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีและรับประทานยาละลายลิ่มเลือดควรปรึกษาคุณหมอและระมัดระวังในการใช้ด้วยค่ะ






มะรุมนับเป็นอาหารสุขภาพที่เหมาะเพื่อผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมากที่สุด โดยจากประสบการณ์การใช้ของชาวบ้านทั้งในไทยและต่างประเทศ และการเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา พบว่า ส่วนของใบและรากของมะรุม มีฤทธิ์ในการลดความดันโลหิตได้  สำหรับตำรับยาแก้ความดันโลหิตสูง เช่น นำรากมาต้มกินเป็นซุป นำยอดมาต้มกิน ใช้ยอดมะรุมสด โดยจะเป็นยอดอ่อนหรือยอดแก่ก็ได้ นำมาโขลกคั้นเอาน้ำ (ถ้าไม่มีน้ำให้เติมน้ำลงไปพอให้เหลวข้น) ผสมน้ำผึ้งพอหวาน กินวันละ 2 ครั้ง ครั้งละครึ่งแก้ว หากต้องการทานมะรุมติดต่อกันนานๆ อาจต้องคอยตรวจเช็คค่าการทำงานของตับ เนื่องแต่อาจมีผลทำให้เอนซ์ไซม์ตับเพิ่มขึ้นได้ในบางราย และระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีผลลดอัตราการเต้นของหัวใจ ตามที่มะรุมมีผลทำให้หัวใจเต้นช้าลงเช่นกัน


นอกจากนี้การปรับพฤติกรรมบางอย่างก็มีผลช่วยลดความดันโลหิตได้ เช่น ลดการดื่มแอลกอฮอล์ เลิกสูบบุหรี่ ลดความเครียด ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30-45 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน

เวปไซต์ thaiherbweb.com
Line ID  @thaiherbweb   (มีตัว@นำหน้า)
เพสบุุ๊ค  https://www.facebook.com/ThaiHerbClub
เบอร์โทร 0973199029, 0805842717, 021387031, 0863515214
EMAIL thaiherbweb@gmail.com

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559

สมุนไพรลูกยอ บำรุงกระดูก การรักษาโรคกระดูก ด้วยสมุนไพร การแพทย์ทางเลือก


สมุนไพร ธรรมชาติ ที่มีสรรพคุณ ช่วยบำรุงกระดูก พืช หรือสมุนไพร ที่มี แคลเซียมจากธรรมชาติ สามารถช่วยบำรุงกระดูกได้ ลูกยอ สุมนไพรไทย ที่ใช้บำรุงกระดูก กระดูกสามารถบำรุง ได้โดยวิธีธรรมชาติ บำรุงกระดูก ข้อเสื่อม แก้ปวด กินแคลเซียม จากธรรมชาติ อาหารเสริมบำรุงกระดูก อาหารบำรุงกระดูกหัก แคลเซียมบํารุงกระดูก ยี่ห้อไหนดี ผัก ผล ไม้ บำรุง กระดูก สูตร อาหาร บำรุง กระดูก เครื่องดื่มบำรุงกระดูก สมุนไพรบำรุงกระดูก calcium บำรุง กระดูก ยอ



สมุนไพรบำรุงกระดูกเพื่อผู้สูงวัย. คนไทยในปัจจุบันกำลังประสบปัญหาโรคกระดูกพรุน เนื่องจากเซลล์ของกระดูกมีการสลายมากกว่าการสร้างจึงทำให้กระดูกหักได้ง่าย แคลเซี่ยมจากธรรมชาติ ช่วยบำรุงกระดูก สมุนไพรที่มีประโยชน์ทำไม่ยาก และอร่อย ปรับสมดุลย์ฮอร์โมน แก้กระดูกเสื่อม บำรุงกระดูก ขอแนะนำสมุนไพรลูกยอ เถาวัลย์เปรียง ขมิ้นชัน มีการใช้แพร่หลายในหมอพื้นบ้านและหมออายุรเวท สำหรับบำรุงกระดูก

โรคระบบข้อ กระดูก และกล้ามเนื้อ หมายถึง โรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติหรืออาการที่เกิดจากความบกพร่องของระบบข้อ กระดูก และระบบกล้ามเนื้อ เหตุใดโรคข้อเสื่อมจึงเกิดที่ข้อเข่ามากที่สุด ปัญหาความเสื่อมของกระดูกเพิ่มขึ้นตามวัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของเรา แม้อาการของโรคข้อเสื่อม จะเป็นผลมาจากวัยและการใช้งาน ข้อ เสื่อม เป็นอาการที่เกิดจาก การเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนที่ฉาบผิวกระดูกข้อต่อ โรคข้อเข่าเสื่อมคือโรคที่เกิดจากการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนผิวข้อ


ในปัจจุบันลูกยอกลายเป็นยาทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงมาก ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากคุณสมบัติของลูกยอในทางการรักษาแบบพื้นบ้านสืบมา บวกเข้ากับประสบการณ์ที่สั่งสมสืบทอดกันมา และผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ยังถือว่าเป็นเบื้องต้นสรรพคุณของลูกยอหรือน้ำลูกยอได้ขยายออกไปสู่การรักษาโรคต่างๆ เช่น ในเว็บไซด์เกี่ยวกับลูกยอของอินเดียกล่าวว่า ลูกยอช่วยลดพิษในร่างกาย ทำให้เซลล์อ่อนเยาว์ลง ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ ป้องกันเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ลดอาการปวด ดูดซึมอาหารและยาได้ดีขึ้น ควบคุมน้ำหนัก ทำให้นอนหลับสบาย ทำให้เลือดบริสุทธิ์ ควบคุมการทำงานของเซลล์ให้ดีขึ้น ซ่อมแซมเซลล์ที่เสื่อมโทรม เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายรักษาตัวเองได้ดีขึ้น ลดความเครียด ทำให้จิตใจสงบและเยือกเย็น ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ทำให้ตื่นตัว มีความจำและสมาธิดี ช่วยรักษาผิว ผม และหนังศีรษะ ลดโอกาสของการเป็นโรคที่เกี่ยวกับสูงวัย เช่น โรคเส้นโลหิตตีบ โรคหัวใจ เบาหวาน และอัมพฤกษ์

เราจะพบการโฆษณาขายน้ำลูกยอหรือแคปซูลลูกยอ ไม่ว่าในอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย หรือเอเชีย อย่างแพร่หลาย จากประวัติอันยาวนานของการใช้ลูกยอในการรักษาโรค ก็น่าจะเป็นเหตุผลว่าลูกยอสามารถรักษาโรคบางโรคได้ ลูกยอจึงเป็นทางหนึ่งของการรักษาโรค ดังคำโบราณว่า ลางเนื้อชอบลางยาซึ่งขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของหมอผู้รักษาและคนไข้
ยอ เป็นไม่พุ่มหรือไม้ขนาดเล็กในตระกูล Rubiaceae เป็นไม้พื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่มีผู้นำไปแพร่พันธุ์จนกระจายไปทั่วอินเดีย และตามหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิค และหมู่เกาะอินดัสตะวันตก
ต้นยอขึ้นได้ทั้งในป่าทึบหรือตามชายฝั่งทะเลที่เป็นโขดเขาหรือพื้นทราย ต้นโตเต็มที่เมื่ออายุครบ 18 เดือน และให้ผลซึ่งมีน้ำหนักรวมกันระหว่าง 4-8 กิโลกรัมต่อเดือน ตลอดทั้งปี ยอเป็นพืชทนทานต่อดินเค็ม สภาวะแห้งแล้ง และดินทุติยภูมิ ยอจึงพบแพร่หลายทั่วไป ต้นยออาจสูงถึง 9  เมตร ใบและผลยอมีลักษณะเด่นที่เป็นแล้วบอกได้โดยง่ายว่าเป็นยอ


ใบยอมีขนาดใหญ่ รูปใบธรรมดาและเส้นใบลึก ใบมีสีเขียวเข้มและเป็นมัน
ยอออกดอกและผลตลอดปี ดอกของมันเล็กๆ มีสีขาว ผลยอเป็นผลรวม กลิ่นฉุนเมื่อสุก บางครั้งจึงมีผู้เรียกชื่อผลยอในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึง ลูกเนยแข็งหรือลูกอ้วก (cheese fruit หรือ vomit fruit) ผลยอคล้ายรูปไข่ และเหมือนมีตารอบผล ความยาวของผลอยู่ระหว่าง 4-7  เซนติเมตร เมื่อผลยังอ่อนมีสีเขียว แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นสีเหลืองไปจนเกือบขาวเมื่อสุก แม้ผลยอจะมีกลิ่นแรงและรสขม แต่ก็มีการบริโภคผลยอกันมาก ทั้งดิบ ๆ หรือปรุงแต่ง บางหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิค กินผลยอเป็นอาหารหลัก ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และชาวพื้นเมืองออสเตรเลียกินผลยอดิบจิ้มเกลือ หรือปรุงกับผงกระหรี่ เมล็ดของยอคั่วรับประทานได้

สมุนไพรยอบ้าน มีประโยชน์มากมายทางด้านสุขภาพ และสามารถหาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้สะดวก เพราะมีขึ้นอยู่ทั่วทุกสภาพดิน และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่ ราก เปลือก ใบ ผล ซึ่งทั้งหมดนี้จะอุดมไปด้วย สารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้ง วิตามินซี โปตัสเซียม วิตามินเอที่ค่อนข้างสูง มีสารแอนตี้ออกซิแดนท็ซึ่งสารเหล่านี้มีความสำคัญ และให้ประโยชน์แก่สุขภาพทั้งสิ้น อีกทั้งยังเป็นสมุนไพรที่สามารถป้องการเกิดมะเร็งได้ด้วย เหมือนกับการทานผักผลไม้ทั้งหลาย ส่วนใบยังทำเป็นชาสมุนไพรไว้ดื่มได้อีกด้วย
ลูกยอ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลากชนิด โดยลูกยอบดจะประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 3 ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก ธาตุโพแทสเซียม ธาตุโซเดียม เป็นต้น 

1.ใบใช้ทำเป็นยาพอกใช้แก้กระดูกแตก กล้ามเนื้อแพลง
2.ลูกยอบนใช้ทาแก้ส้นเท้าแตก
3.ผลยอใช้ทำเป็นยาพอกแก้อาการเคล็ดขัดยอก หรือจะใช้ใบยอทำเป็นยาพอกก็ได้
4.น้ำคั้นจากใบยอใช้ทาแก้อาการปวดตามข้อนิ้วมือ นิ้วเท้า
5.น้ำคั้นจากใบยอใช้ทาเมื่อมีอาการปวดเนื่องจากโรคเก้าต์
6.ปัจจุบันมีการนำลูกไปแปรรูปโดยคั้นเป็น น้ําลูกยอ Noni หรือ น้ําลูกยาโนนิ
7.ช่วยแก้อาการปวดกระเพาะ (น้ำมันสกัดจากลูกยอ)  ช่วยลดอาการท้องผูกได้
8.สารแอนทราควิโนน (Anthraquinone) ในลูกยอช่วยกระตุ้นทำให้ลำไส้ใหญ่มีการบีบตัวเพิ่มขึ้น จึงช่วยขับของเสียออกจากร่างกายได้มากขึ้น  ช่วยรักษาอาการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร
9.ลูกยอมีสรรพคุณทางยา ช่วยรักษาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะอักเสบ
10.ใช้รักษาอาการอักเสบ ปวดบวม ปวดในข้อ ปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อต่าง ๆ (แพทย์ทางเลือกสมัยใหม่)
11.ลูกยอ สรรพคุณช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับตับ


ยอเป็นไม้ที่ขึ้นและเติบโตได้เองตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้น การนำใบและผลยอมาปรุงเป็นอาหารจึงปลอดภัยต่อผู้บริโภค ที่สามารถกินได้อย่างสนิทใจ ขณะเดียวกัน ยอก็มีสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายหลายชนิด อาทิเช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี ๑ วิตามินบี ๒ วิตามินซี ไนอาซีน และโปรตีน เป็นต้น

โดยเฉพาะแคลเซียมมีมากถึง๔๖๙ มิลลิกรัม ในใบยอ ๑๐๐ กรัมเรียกว่ากินใบยอสุกประมาณ ๒ ช้อน กินข้าวพูนๆ ร่างกายก็ได้รับแคลเซียม ถึงครึ่งหนึ่งของความต้องการ ในแต่ละวันแล้ว (คนทั่วไปควรได้รับแคลเซียมวันละ๘๐๐ มิลลิกรัม) และถึงแม้ว่าแคลเซียมในผักจะถูกดูดซึมไปใช้ได้ไม่ดีเท่ากับแคลเซียมจากเนื้อสัตว์ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้น้อยไปกว่ากันมากนัก แถมราคายังถูกกว่าด้วย ส่วนที่เหลือก็เก็บเล็กผสมน้อยเอาจากอาหารประเภทอื่นๆ ซึ่งถ้าหากเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ทุกมื้อ รับรองว่าจะไม่ขาดแคลเซียม (ไปบำรุงกระดูก) แน่นอน


ปัจจุบันโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ซึ่งเป็น โรงพยาบาลที่ส่งเสริมการดูแลสุขภาพ และเป็นโรง-พยาบาลหัวหอกในการนำสมุนไพรต่างๆ มาใช้รักษาคนไข้ โดยลดการใช้ยาสังเคราะห์ และยาจากต่างประเทศ ได้ใช้แคปซูลยอกับคนไข้ที่มีอาการปวด ประจำเดือน ปวดเมื่อยตามตัว ภูมิแพ้หวัด เครียด นอนไม่หลับ อาหารไม่ย่อย และช่วยกระตุ้นภูมิ คุ้มกันในร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นมากใครไม่ชอบกินยาฝรั่ง จะหันมาพิสูจน์คุณภาพยาไทยหรือยาจากธรรมชาติล้วนๆ ก็นับเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย

เวปไซต์ thaiherbweb.com
Line ID  @thaiherbweb   (มีตัว@นำหน้า)
เพสบุุ๊ค  https://www.facebook.com/ThaiHerbClub
เบอร์โทร 0973199029, 0805842717, 021387031, 0863515214
EMAIL thaiherbweb@gmail.com


วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559

สมุนไพรรักษาโรคเบาหวาน

สมุนไพรรักษาโรคเบาหวาน


โรคเบาหวาน เกิดจากตับอ่อนผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ, หรือเซลล์สรีระไม่ตอบสนองอย่างเหมาะสมต่ออินซูลินที่ผลิต, อย่างใดอย่างหนึ่ง. น้ำตาลที่ถูกดูดซึมเข้าสู่สรีระจะถูกนำไปเปลี่ยนเป็นพลังงานโดยการควบคุมของอินซูลิน ในเมื่ออินซูลินมีปัญหา ทำให้ไม่สามารถดึงน้ำตาลไปใช้ได้ จึงมีน้ำตาลตกค้างในกระแสเลือดมาก ไตจึงขับของเสียออกมาทางปัสสาวะ อันเป็นเหตุให้ปัสสาวะหวานนั้นเอง เบาหวานมีสามชนิดหลัก ได้แก่

เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากร่างกายผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ แบบนี้อดีตเคยเรียกว่า "เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน" หรือ "เบาหวานวัยแรกรุ่น" ที่มายังไม่ทราบ
เบาหวานชนิดที่ 2 เริ่มขึ้นจากการดื้อต่ออินซูลิน คือ ภาวะที่เซลล์ไม่สามารถตอบสนองต่ออินซูลินอย่างเหมาะสม เมื่อโรคดำเนินไป อาจมีการขาดอินซูลินด้วย แบบนี้อดีตเคยเรียก เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน หรือ "เบาหวานที่เกิดในผู้ใหญ่" มูลเหตุหลักเกิดจากน้ำหนักกายเกินพร้อมกับออกกำลังไม่เพียงพอ
เบาหวานระหว่างมีครรภ์ เป็นแบบหลักชนิดที่สาม พร้อมด้วยเกิดเมื่อหญิงมีครรภ์ซึ่งไม่เคยมีประวัติเบาหวานมาก่อนมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง

การป้องกันและรักษา รวมถึงรับประทานโภชนาที่ดีต่ออนามัย, การออกกำลังกาย, การงดสูบบุหรี่ พร้อมกับการรักษาน้ำหนักกายให้ปกติ. การควบคุมความดันโลหิตและการดูแลเท้าอย่างเหมาะสมก็สำคัญต่อผู้ป่วยเช่นกัน. เบาหวานชนิดที่ 1 ต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลิน. เบาหวานชนิดที่ 2 อาจรักษาด้วยยาพร้อมกับอินซูลินด้วยหรือไม่ก็ได้ อินซูลินและยากินบางชนิดสามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงได้ การผ่าตัดลดน้ำหนักในผู้ป่วยโรคอ้วนเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2เบาหวานระหว่างมีครรภ์โดยปกติหายได้เองหลังทารกคลอด

การป้องกัน
ไม่มีมาตรการป้องกันที่รู้จักกันดีสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1. เบาหวานชนิดที่ 2 มักจะสามารถปกป้องได้โดยการเป็นคนน้ำหนักปกติ, การออกกำลังกาย, พร้อมกับรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพต่อเนื่อง การเปลี่ยนอาหารที่รู้จักกันว่ามีอำนาจในการช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวานจะเป็นอาหารการกินที่อุดมด้วยธัญพืชและเส้นใย, และเลือกไขมันที่ดีเช่นไขมันไม่อิ่มตัวหลายจุดที่พบในถั่ว, น้ำมันพืชและปลา การจำกัดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและการกินเนื้อแดงพร้อมกับแหล่งไขมันอิ่มตัวอื่นๆให้น้อยลงก็สามารถช่วยในความดูแลโรคเบาหวานได้อีกด้วย การสูบบุหรี่ก็เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวาน ดังนั้นการเลิกสูบบุหรี่จะเป็นมาตรการคุ้มครองที่สำคัญเช่นกัน


การดูแลและป้องกันโรคเบาหวานขึ้นตานั้นทำได้ไม่ยาก หากเราใส่ใจกับการควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยการควบคุมอาหารการกิน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่วมกับการควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ความดันโลหิต ไขมันในเส้นเลือด โรคไต หรือการสูบบุหรี่ เป็นต้น ควรตรวจพลานามัยตาโดยจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง และหากมีอาการผิดปกติ เช่น ตามัว มีเงาดำลอยไปมา ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

 โรคเบาหวาน รักษาได้ด้วยวิถีธรรมชาติ ต้อนรับพลานามัยดีพร้อมกับลดน้ำตาลในเลือดได้ด้วยสมุนไพรรักษาโรคเบาหวานสรรพคุณเลอค่า นอกจากจะกินยารักษาโรคเบาหวานตามที่แพทย์สั่งแล้ว ผู้ป่วยหลาย ๆ คน ก็ยังเสาะหาวิธีควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อร่างกาย ซึ่งอีกหนทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจนั่นก็คือการรับประทานสมุนไพรรักษาเบาหวาน เหตุเพราะนอกจากจะช่วยเรื่องโรคเบาหวานได้แล้วก็ยังได้ของแถมเป็นพลานามัยที่ดีอีกด้วย


มะระขี้นก สมุนไพรไทยที่ขึ้นชื่อในเรื่องการลดระดับน้ำตาลในเลือด เรียกว่าเป็นสมุนไพรที่เป็นมิตรกับผู้ป่วยโรคเบาหวานอย่างแท้จริง ด้วยเพราะสารซาแรนติน (Charatin) ในผลมะระขี้นกที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ต่อต้านอาการของโรคเบาหวาน พร้อมทั้งช่วยเพิ่มการหลั่งของอินซูลินจากตับอ่อน เพิ่มความทนทานต่อกลูโคสของร่างกาย พร้อมกับช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้มะระขี้นกยังช่วยยับยั้งเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดส  (Alpha-glucosidase) อันเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน ขณะที่การรับประทานมะระขี้นกเป็นประจำก็สามารถชะลอความผิดปกติของไต พร้อมกับความเสื่อมของเส้นประสาทในร่างกายจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงสะสมเป็นเวลานาน ไม่เพียงเท่านั้นยังชะลอการเกิดโรคต้อกระจกในผู้ป่วยเบาหวานด้วย ยิ่งไปกว่านี้มะระขี้นกยังมีคุณประโยชน์ดี ๆ ต่อกายอีกมากมาย และสามารถนำมารับประทานได้แบบสด ๆ เป็นผักเคียงน้ำพริกได้เลย ดีแบบนี้ไม่หามาลองก็คงจะไม่ได้แล้วล่ะ

อบเชย หรือ ชินนามอน  
(Cinnamon) เป็นสมุนไพรอีกชนิดที่มีสารสำคัญในการช่วยเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือดในกลุ่มผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เกี่ยวกับโรคเบาหวานพร้อมด้วยโรคที่เกี่ยวกับระบบหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย โดยแค่เพียงโรยผงอบเชยลงในข้าวที่บริโภคก็ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้แล้วล่ะค่ะ


ชาเขียว สารโพลีฟีนอลในชาเขียวเป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระอันทรงพลังที่ไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องรักษาเซลล์จากการถูกทำลายเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกด้วย โดยสามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจพร้อมด้วยหลอดเลือด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยส่งเสริมการทำงานของอินซูลิน แถมยังเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยในการลดน้ำหนัก แต่ก็ควรจะดื่มชาเขียวแท้ ๆ นะคะ แบบที่เติมน้ำตาลเยอะ ๆ นั้นเลี่ยงให้ไกลเลยโดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน ไม่งั้นอาจจะได้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาแทน



 ขมิ้นชัน สมุนไพรที่ให้สีเหลืองสดใสนี้ นอกจากจะช่วยลดอาการอักเสบได้แล้วก็ยังสามารถชะลอการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ โดยพบว่าคนที่มีความเสี่ยงโรคเบาหวานหากบริโภคอาหารที่มีสารเคอร์คูมิน (Curcumin) ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในขมิ้นติดต่อกันเป็นประจำ_จะช่วยให้ความเสี่ยงโรคเบาหวานลดลง ทั้งนี้มีการสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นเพราะสารเคอร์คูมินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง จึงช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลายได้นั่นเอง


แห้ม  ลดน้ำตาล ความดัน ไขมัน  คุณประโยชน์ ลดเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ขับเหงื่อ ขับถ่ายดี ลดความอ้วน ละลายไขมันอุดตันในเส้นเลือด กระเพาะอาหาร ลำไส้เป็นแผล ช่วยขับมลสารตกค้าง ปวดหลัง ปวดเอว กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทำให้สุขภาพแข็งแรง ต้านมะเร็ง ปรับปรุงภูมิคุ้มกัน ลดคอลเลสเตอรอล ยับยั้งการเกาะของเกล็ดเลือด ปกป้องเซลล์จากรังสี  แต่ในขณะเดียวกันต้องจัดช่วงเวลาในการรับประทานแห้มให้พอเหมาะ เช่น ช่วงเช้า ทุกวัน หรือช่วงเย็นทุกวัน เพราะแห้มจะช่วยระบายในส่วน ของการขับถ่าย (การถ่าย)  ทานแห้มเป็นประจำดี แต่พยายามควบคุม ถ้าไม่ควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือด จะลดลงมาก อันนี้ก็อันตรายเช่นกัน


 บอระเพ็ด สมุนไพรลดเบาหวาน สมุนไพรข้างรั้วที่สามารถหาได้ทั่วไปมีสรรพคุณ ลดระดับน้ำตาลในเลือด กลไกในการออกฤทธิ์ของสารสกัดจากบอระเพ็ดพบว่าออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นการหลั่ง insulin ที่เบตาเซลล์ ทำให้เบตาเซลล์มีความไวต่อความเข้มข้นของ Ca2+ ภายนอกเซลล์ ส่งเสริมให้เกิดการสะสมของ Ca2+ ภายในเซลล์ และทำให้เกิดการหลั่งของ insulin โดยไม่รบกวนการดูดซึมของกลูโคสจากทางเดินอาหารและไม่รบกวนการนำกลูโคสเข้า peripheral cell (Noor and Ashcroft, 1998) อีกทั้งยังมีฤทธิ์ช่วยเจริญอาหารการกิน เนื่องจากความขมของบอระเพ็ด จึงสามารถใช้เป็นยาที่ทำให้เจริญอาหารได้

 แม้ว่าการใช้สมุนไพรจะช่วยรักษาอาการเบาหวานได้ แต่ก็อย่าลืมว่าสมุนไพรบางชนิดอาจส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้ ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัย หากคิดจะใช้สมุนไพรควบคู่กับการรักษาละก็ ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรก่อนจะดีที่สุดค่ะ


เวปไซต์ thaiherbweb.com
Line ID  @thaiherbweb   (มีตัว@นำหน้า)
เพสบุุ๊ค  https://www.facebook.com/ThaiHerbClub
เบอร์โทร 0973199029, 0805842717, 021387031, 0863515214


วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

สมุนไพรแก้หนาว พริกไทยดำ สมนไพรรสร้อน คนแก่หนาวทานอะไรดี

สมุนไพรแก้หนาว พริกไทยดำ สมนไพรรสร้อน คนแก่หนาวทานอะไรดี

พริกไทย (ชื่อวิทยาศาสตร์: Piper nigrum) เป็นต้นที่ได้รับการตอบรับว่าเป็นราชาของเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุน กับเป็นเครื่องเทศที่ให้รสเผ็ดร้อน สามารถนำมาทำพริกไทยแห้งเป็นเครื่องปรุงข้าวปลาอาหาร ซึ่งถ้าทำแห้งทั้งเปลือกจะได้พริกไทยดำเนื่องจากเปลือกเมื่อทำให้แห้งจะมีสีดำ ส่วนพริกไทยขาวได้จากการลอกเปลือกออกก่อน พบทั้งการใช้ประกอบอาหารทั้งผลแห้งและผลสดที่มีสีเขียว หรือผลแห้งป่นเป็นผงเรียกพริกไทยป่น พริกไทยดำ เป็นสมุนไพรรสร้อน สมุนไพรแก้หนาว เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีอาการหนาวใน ผู้ที่กำลังมองหาสมุนไพรเพื่อคนแก่หนาวทานอะไรดี

พริกไทยดำ เป็นพฤกษาประจำถิ่นในแถบตอนใต้ของเทือกเขากาตของรัฐเกรละในประเทศอินเดีย ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นไม้เศรษฐกิจในเขตร้อน เช่น ในประเทศเวียตนาม อินโดนีเซีย บราซิล และอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตหลัก  สำหรับบ้านเราพริกไทยถือเป็นพฤกษ์เศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง โดยนิยมปลูกพริกไทยกันมากในจังหวัดจันทบุรี ตราด และระยอง

สมุนไพรพริกไทย เป็นพืชที่มีผลเป็นพวงเม็ดขนาดเล็ก จัดเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา และป็นราชาแห่งเครื่องเทศที่มีรสชาติเผ็ดร้อน ทำเป็นนำมาทำเป็นพริกไทยแห้งไว้ใช้เป็นเครื่องปรุงในการประกอบเครื่องกิน ถ้าเป็นแบบแห้งทั้งเปลือกจะเป็น พริกไทยดำ หรือ Black Pepper (เพราะมีผงของเปลือกสีดำปนอยู่) แต่ถ้าลอกเปลือกออกก่อนทำเป็นผงก็จะได้เป็น พริกไทยขาว หรือ White Pepper (พริกไทยล่อน) เนื่องจากพริกไทยมีปริมาณน้ำในแต่ละเม็ดน้อยมาก จึงไม่ค่อยขึ้นรา ซึ่งวิธีการเก็บรักษาก็ง่าย ๆ เพียงแค่เก็บไว้ในโหลแก้วให้มิดชิด ส่วนพริกไทยป่นก็ควรบดเก็บแต่น้อยในภาชนะที่แห้งสนิทและปิดให้มิดชิดเช่นกัน

ด้านเครื่องกิน ผลพร้อมด้วยเมล็ดพริกไทยมีรสเผ็ดร้อน ใช้ปรุงรสได้ทั้งอ่อนพร้อมด้วยแก่ แกงที่ใช้พริกไทยเป็นชิ้นส่วนมีหลายชนิด เช่น แกงเผ็ด ฉู่ฉี่ แกงกะหรี่ แกงเลียง ทอดมัน ผัด โจ๊ก ข้าวผัด เป็นต้น
ด้านสรรพคุณทางยาพื้นบ้าน ประกอบด้วยการใช้พริกไทยในยาอายุรเวทในแถบเอเชียใต้ ส่วนมากใช้เยียวยารักษาและบำบัดรักษาอาการเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ขับพยาธิ แก้ลมจุกเสียดแน่น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุแก้อาการอาหารไม่ย่อย ระงับอาการอาเจียน ผ่อนคลายอาการไม่สบายจากอาหารเป็นพิษจากอาหารทะเลและเนื้อสัตว์


ด้านสรรพคุณทางยาแผนตะวันตก พริกไทยดำมีสารจำพวกอัลคาลอยด์ ชื่อว่า ไปเปอรีน (piperine) มีรายงานว่ามีผลกดประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง ลดไข้ ลดอาการเจ็บปวด ลดการอักเสบ และฆ่าแมลงได้ รวมทั้งยังมีการรรายงานว่าสารไปเปอรีนมีส่วนช่วยในการเพิ่มขึ้นของเม็ดสีในผิวหนัง     สำหรับสรรพคุณทางยานั้น พริกไทยดำจะมีคุณลักษณะทางยาที่มากกว่าพริกไทยล่อน (พริกไทยขาว) โดยเฉพาะคุณวุฒิที่นำมาใช้ปรุงเป็นยาอายุวัฒนะ สำหรับบุคคลทั่วไปไม่ควรกินพริกไทยในปริมาณที่มากจนเกินไปเพราะอาจจะทำให้เกิดโทษได้ และสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคตา มีอาการเจ็บคอก็ไม่ควรรับประทานพริกไทย รวมไปถึงผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวารก็ไม่ควรรับประทานมากเกินไปอาจจะทำให้อาการของริดสีดวงทวารกำเริบได้ !    ช่วยบำรุงธาตุในร่างกายและจิตใจ  ช่วยทำให้เจริญอาหาร ทำให้ลิ้นของผู้สูงอายุรับรสได้ดียิ่งขึ้น   ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับกายและเสริมภูมิคุ้มกันไปด้วยในตัว ช่วยรักษาอาการเมื่อยขบ เป็นเหน็บชาง่ายในช่วงฤดูฝนหรือฤดูหนาว  พริกไทยเป็นอาหารที่เหมาะอย่างมากสำหรับคนธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุลม (พฤษภาคม-กรกฎาคม) ซึ่งจะช่วยระแวดระวังการป่วยต่าง ๆ ได้ พริกไทยดำมีคุณค่าช่วยโต้ความอ้วน เพราะมีสารพิเพอรีนที่มีรสฉุนและเผ็ดร้อน จึงช่วยท้วงไม่ให้เซลล์ไขมันใหม่ก่อตัวขึ้น  ช่วยกระตุ้นการไหลของน้ำลายและน้ำย่อยในกระเพาะ ช่วยในการย่อยอาหาร แก้อาการอาหารไม่ย่อย ช่วยย่อยสารพิษตกค้างที่ไม่สามารถย่อยได้ ช่วยแก้ลมอัมพฤกษ์ ขับลมในกระเพาะ

ในปัจจุบันพริกไทยดำได้ถูกนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย (Black pepper oil) ซึ่งมีสรรพคุณฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ต้านพิษต่าง ๆ ช่วยทำให้เจริญอาหาร แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยในการย่อยอาหาร รักษาโรคกระเพาะ ใช้เป็นยาระบาย ช่วยบำบัดอาการปวด ลดอาการกล้ามเนื้อกระตุก ช่วยกระตุ้นกำหนัด ขับเหงื่อ ลดไข้ พร้อมด้วยช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท (น้ำมันพริกไทย)

กำไรในการลดน้ำหนัก ปัจจุบันได้มีผลการวิจัย จากประเทศสหรัฐอเมริกา ยืนว่าพริกไทยดำ สามารถลดความอ้วนได้จริง พร้อมทั้งสามารถลดน้ำหนัก ได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจาก ในพริกไทยดำ มีตัวประกอบของสาร “ไพเพอร์รีน”  ที่มีคุณสมบัติ ในการต่อต้านความอ้วน พริกไทยดำ มีจุดเด่นในเรื่องของ ความฉุน และรสชาติที่เผ็ดร้อน ช่วยในการควบคุม การก่อตัวของเซลล์ไขมันใหม่ให้ลดลง พร้อมกับทำลายเซลล์ไขมันเก่า ที่สะสมอยู่ภายในร่างกาย ให้มีจำนวนลดลง พร้อมทั้งกลับมาอ้วนได้ยากขึ้น  พร้อมทั้งเข้าไปกระตุ้น การหลั่งของกรด ในกระเพาะอาหาร ทำให้ร่างกาย เผาผลาญพลังงาน ที่ได้รับจาการทานข้าว  ไปใช้ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ทำให้ไม่เกิดการสั่งสมของไขมัน ซึ่งเป็นสำเหตุสำคัญ ที่ทำให้เกิดความอ้วน  แต่ห้ามรับประทานทันที หลังรับประทานอาหารเสร็จ เพราะจะทำให้เกิดอาการเรอ และท้องอืดทันที นอกจากนี้ ให้รับประทานแต่พอดี ไม่ควรทานติดต่อกัน นานเกิน 6 เดือน และบริโภคในปริมาณ ที่มากเกินไป


เว้นเสียแต่ผลของพริกไทย จะมีกำไรมากมายแล้ว ใบและลำต้น ก็ยังสามารถเอามาทำยาสมุนไพรได้เช่นกัน ทั้งนี้อยู่ที่ว่า ใครจะนำไปทำ หรือไม่ผลิตเป็นแบบไหน โดยใช้ได้ทั้ง ดอกที่รักษาอาการตาแดง และความดันโลหิตสูง, ใบ แก้ลมจุกเสียด ปวดมวนท้อง, เถา แก้เสมหะที่คั่งที่ปอด และลดอาการท้องร่วง ขั้นรุนแรง, ราก ใช้ขับลมลำไส้ แก้วิงเวียน, น้ำมัน ในพริกไทย ช่วยลดน้ำหนัก พร้อมด้วยนวดทาบริเวณที่ปวดเมื่อย กล้ามเนื้ออักเสบ

เวปไซต์ thaiherbweb.com
Line ID  @thaiherbweb   (มีตัว@นำหน้า)
เพสบุุ๊ค  https://www.facebook.com/ThaiHerbClub
เบอร์โทร 0973199029, 0805842717, 021387031, 0863515214

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เบญจกูล สมุนไพรรสร้อน สมุนไพรแก้หนาว โรคหน้าหนาว คนแก่หนาว หนาวทานอะไรดี

เบญจกูล สมุนไพรรสร้อน สมุนไพรแก้หนาว โรคหน้าหนาว คนแก่หนาว หนาวทานอะไรดี


ตำรับยาพระฤาษีบอกอย่าง เบญจกูล เป็นภูมิปัญญาสมุนไพรรสร้อน สมุนไพรแก้หนาว ที่เคยใช้ดูแลปกป้องรักษาสุขภาพมานานนับพันปี น่าจะนำกลับมาใช้กันอย่างต่อเนื่องในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะยาตำรับนี้เป็นยาเพื่อส่งเสริมสุขภาพอนามัยและความเท่าเทียมกันของเรือนร่าง จิตใจให้เป็นปกติ แข็งแรง โรคหน้าหนาว คนแก่หนาวทานอะไรดี

เชื่อ กันว่าพระฤาษีในชมพูทวีปก่อนสมัยพุทธกาลหลายร้อยปี ได้ค้นเจอตำรายาสมุนไพรเพื่อดูแลกำกับรัตนธาตุหรือธาตุทั้ง ๕ ของปุถุชนให้คงอยู่ในสมดุลย์ ยาโบราณตำรับนี้มีชื่อว่า "เบญจกูล" ซึ่งหมายถึงสมุนไพรที่มาประสมโรงช่วยกันเกื้อกูลชีวิต ๕ ชนิด ได้แก่



๑. ผลดีปลีช่วย ระงับ "ธาตุปถวี โทษนั้นมี ๔๒ สถาน" เป็นต้นว่า อาการผมร่วง เจ็บปาก เจ็บฟัน เจ็บอก เจ็บในท้อง เจ็บในสมอง เจ็บเนื้อ เจ็บหลัง เจ็บเอ็น เจ็บกระดูก ขนลุกชัน ผิวหนังแตกระแหง เจ็บหลัง เจ็บตามข้อ เมื่อเป็นหนักเข้าก็เจ็บไปทั่วตัว ผอมเหลือง รวมไปถึงแสดงอาการวิปริตทางจิต นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย มักโกรธฉุนเฉียวง่าย กระทั่งเพ้อคลั่ง
๒. รากช้าพลู สนับสนุนระงับสรรพโทษ อันเกิดจากกองธาตุน้ำทั้ง ๑๒ แปรปรวน เป็นต้นว่า มีน้ำตาไหล เลือดกำเดาออกง่าย น้ำลายมาก เหงื่อโทรมตัว ปัสสาวะมากเกินไป ปัสสาวะขัด ท้องแน่นเป็นดาน ส่วนในทางจิตใจนั้นจะมีอาการหวาดสะดุ้งง่าย
๓. เถาสะค้าน ช่วย แก้อาการทั้งปวงในกองธาตุลม ทั้ง ๖ เป็นต้นว่า ท้องเต็มไปด้วยลม หาวเรอ ผายลม ถอนหายใจใหญ่ เบื่ออาหาร มือเท้าเย็น ปากแห้ง คอแห้ง คลื่นเหียนอาเจียนจนถึงขั้นหายใจขัดหรือไม่หายใจเข้าน้อย หายใจออกมา
๔. รากเจตมูลเพลิงแดง ช่วยเหลือระงับโทษอันบังเกิดจากธาตุไฟ ทั้ง ๔ เป็นต้นว่า ตัวเย็น ไอแห้ง ปวดท้องไม่หาย นัยน์ตามัว มือเท้าเป็นเหน็บชา เบื่ออาหาร ชอบนอนนานแล้วไม่อยากลุกขึ้น หายใจถี่
๕. เหง้าขิง ช่วยคุมกองอากาศธาตุ ทั้ง ๑๐ ให้เป็นปกติ โทษของอากาศธาตุนั้นมีเพียง ๒ ประการคือหูลั่นดังกรอกแกรก และถ้าถึงขั้นมองดูมือตนเองไม่เห็น ก็เป็นสัญญาณว่าจะสิ้นชีวิตภายใน ๒ วัน ดังคำแพทย์โบราณท่านว่า "อากาศธาตุแตกนั้น ในหูลั่นกรอก กลอกตาแลดูนิ้วแลหัตถาห่อนปรากฏจักษุตน โทษสองประการนั้น ยังสองวันชีวาตน จักดับถึงอับจน กล่าวไว้แท้แน่ตำรา"

สมุนไพร ทั้ง ๕ ตัว ได้แก่ ดีปลี ช้าพลู สะค้าน เจตมูลเพลิงแดง และขิง ซึ่งนำมาสังเคราะห์เป็นยาเบญจกูลนี้เป็นเครื่องยาไทยที่หาได้ง่าย ซึ่งแพทย์แผนไทยทุกคนต้องรู้พร้อมด้วยร้านขายยาสมุนไพรไทยทุกร้านต้องเจียดยาตำรับ นี้ได้ เพียงแต่ผู้คนนอกวงการส่วนใหญ่ ยังไม่รู้จักชื่อเสียงสรรพคุณครอบจักรวาลธาตุของยาพระฤาษีบอกตำรับนี้


สูตรยามหาพิกัดเบญจกูล มีตัวยาด้วยกันส่วนน้ำหนักยาดังนี้
  1. ผงดีปลี ๒๐ ส่วน เทียบเท่ากับธาตุดิน ๒๐ ประการ
  2. รากช้าพลู ๑๒ ส่วน เทียบเท่ากับธาตุน้ำ ๑๒ ประการ
  3. เถาสะค้าน ๖ ส่วน เทียบเท่ากับธาตุลม ๖ ประการ
  4. รากเจตมูลเพลิงแดง ๔ ส่วน เทียบเท่ากับธาตุไฟ ๔ ประการ
  5. เหง้าขิง ๑๐ ส่วน เทียบเท่ากับเท่ากับธาตุอากาศ ๑๐ ประการ

การปรุงยา นำตัวยาทั้งหมดมาบดเป็นผงละเอียด เจือปนคลุกเคล้าให้เข้ากัน จะรับประทานเป็นยาผง หรือนำไปผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดลูกกลอนหรือนำไปบรรจุเป็นแคปซูลก็ได้

ยาเบญจกูล กินได้เป็นประจำทุกวันเพื่อบำรุงธาตุทั้ง ๕ ให้เป็นปกติสมุนไพรรสร้อน มีข้อห้ามสำหรับเด็กเล็กพร้อมด้วยสตรีมีครรภ์ ไม่ควรบริโภค เพราะเบญจกูลเป็นยารสเผ็ดร้อน มีฤทธิ์บีบมดลูก หากจะบริโภคต้องลดขนาดลงครึ่งหนึ่ง  

ตำรับยาพระฤาษีบอกอย่างเบญจกูล เป็นภูมิปัญญาสมุนไพรรสร้อน สมุนไพรแก้หนาว ที่เคยใช้ดูแลปกป้องรักษาสุขภาพมานานนับพันปี น่าจะนำกลับมาใช้กันอย่างต่อเนื่องในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะยาตำรับนี้เป็นยาเพื่อส่งเสริมสุขภาพอนามัยและความเท่าเทียมกันของเรือนร่าง จิตใจให้เป็นปกติ แข็งแรง

เวปไซต์ thaiherbweb.com
Line ID  @thaiherbweb   (มีตัว@นำหน้า)
เพสบุุ๊ค  https://www.facebook.com/ThaiHerbClub
เบอร์โทร 0973199029, 0805842717, 021387031, 0863515214