บทความที่ได้รับความนิยม

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

สมุนไพรแก้หนาว พริกไทยดำ สมนไพรรสร้อน คนแก่หนาวทานอะไรดี

สมุนไพรแก้หนาว พริกไทยดำ สมนไพรรสร้อน คนแก่หนาวทานอะไรดี

พริกไทย (ชื่อวิทยาศาสตร์: Piper nigrum) เป็นต้นที่ได้รับการตอบรับว่าเป็นราชาของเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุน กับเป็นเครื่องเทศที่ให้รสเผ็ดร้อน สามารถนำมาทำพริกไทยแห้งเป็นเครื่องปรุงข้าวปลาอาหาร ซึ่งถ้าทำแห้งทั้งเปลือกจะได้พริกไทยดำเนื่องจากเปลือกเมื่อทำให้แห้งจะมีสีดำ ส่วนพริกไทยขาวได้จากการลอกเปลือกออกก่อน พบทั้งการใช้ประกอบอาหารทั้งผลแห้งและผลสดที่มีสีเขียว หรือผลแห้งป่นเป็นผงเรียกพริกไทยป่น พริกไทยดำ เป็นสมุนไพรรสร้อน สมุนไพรแก้หนาว เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีอาการหนาวใน ผู้ที่กำลังมองหาสมุนไพรเพื่อคนแก่หนาวทานอะไรดี

พริกไทยดำ เป็นพฤกษาประจำถิ่นในแถบตอนใต้ของเทือกเขากาตของรัฐเกรละในประเทศอินเดีย ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นไม้เศรษฐกิจในเขตร้อน เช่น ในประเทศเวียตนาม อินโดนีเซีย บราซิล และอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตหลัก  สำหรับบ้านเราพริกไทยถือเป็นพฤกษ์เศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง โดยนิยมปลูกพริกไทยกันมากในจังหวัดจันทบุรี ตราด และระยอง

สมุนไพรพริกไทย เป็นพืชที่มีผลเป็นพวงเม็ดขนาดเล็ก จัดเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา และป็นราชาแห่งเครื่องเทศที่มีรสชาติเผ็ดร้อน ทำเป็นนำมาทำเป็นพริกไทยแห้งไว้ใช้เป็นเครื่องปรุงในการประกอบเครื่องกิน ถ้าเป็นแบบแห้งทั้งเปลือกจะเป็น พริกไทยดำ หรือ Black Pepper (เพราะมีผงของเปลือกสีดำปนอยู่) แต่ถ้าลอกเปลือกออกก่อนทำเป็นผงก็จะได้เป็น พริกไทยขาว หรือ White Pepper (พริกไทยล่อน) เนื่องจากพริกไทยมีปริมาณน้ำในแต่ละเม็ดน้อยมาก จึงไม่ค่อยขึ้นรา ซึ่งวิธีการเก็บรักษาก็ง่าย ๆ เพียงแค่เก็บไว้ในโหลแก้วให้มิดชิด ส่วนพริกไทยป่นก็ควรบดเก็บแต่น้อยในภาชนะที่แห้งสนิทและปิดให้มิดชิดเช่นกัน

ด้านเครื่องกิน ผลพร้อมด้วยเมล็ดพริกไทยมีรสเผ็ดร้อน ใช้ปรุงรสได้ทั้งอ่อนพร้อมด้วยแก่ แกงที่ใช้พริกไทยเป็นชิ้นส่วนมีหลายชนิด เช่น แกงเผ็ด ฉู่ฉี่ แกงกะหรี่ แกงเลียง ทอดมัน ผัด โจ๊ก ข้าวผัด เป็นต้น
ด้านสรรพคุณทางยาพื้นบ้าน ประกอบด้วยการใช้พริกไทยในยาอายุรเวทในแถบเอเชียใต้ ส่วนมากใช้เยียวยารักษาและบำบัดรักษาอาการเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ขับพยาธิ แก้ลมจุกเสียดแน่น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุแก้อาการอาหารไม่ย่อย ระงับอาการอาเจียน ผ่อนคลายอาการไม่สบายจากอาหารเป็นพิษจากอาหารทะเลและเนื้อสัตว์


ด้านสรรพคุณทางยาแผนตะวันตก พริกไทยดำมีสารจำพวกอัลคาลอยด์ ชื่อว่า ไปเปอรีน (piperine) มีรายงานว่ามีผลกดประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง ลดไข้ ลดอาการเจ็บปวด ลดการอักเสบ และฆ่าแมลงได้ รวมทั้งยังมีการรรายงานว่าสารไปเปอรีนมีส่วนช่วยในการเพิ่มขึ้นของเม็ดสีในผิวหนัง     สำหรับสรรพคุณทางยานั้น พริกไทยดำจะมีคุณลักษณะทางยาที่มากกว่าพริกไทยล่อน (พริกไทยขาว) โดยเฉพาะคุณวุฒิที่นำมาใช้ปรุงเป็นยาอายุวัฒนะ สำหรับบุคคลทั่วไปไม่ควรกินพริกไทยในปริมาณที่มากจนเกินไปเพราะอาจจะทำให้เกิดโทษได้ และสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคตา มีอาการเจ็บคอก็ไม่ควรรับประทานพริกไทย รวมไปถึงผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวารก็ไม่ควรรับประทานมากเกินไปอาจจะทำให้อาการของริดสีดวงทวารกำเริบได้ !    ช่วยบำรุงธาตุในร่างกายและจิตใจ  ช่วยทำให้เจริญอาหาร ทำให้ลิ้นของผู้สูงอายุรับรสได้ดียิ่งขึ้น   ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับกายและเสริมภูมิคุ้มกันไปด้วยในตัว ช่วยรักษาอาการเมื่อยขบ เป็นเหน็บชาง่ายในช่วงฤดูฝนหรือฤดูหนาว  พริกไทยเป็นอาหารที่เหมาะอย่างมากสำหรับคนธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุลม (พฤษภาคม-กรกฎาคม) ซึ่งจะช่วยระแวดระวังการป่วยต่าง ๆ ได้ พริกไทยดำมีคุณค่าช่วยโต้ความอ้วน เพราะมีสารพิเพอรีนที่มีรสฉุนและเผ็ดร้อน จึงช่วยท้วงไม่ให้เซลล์ไขมันใหม่ก่อตัวขึ้น  ช่วยกระตุ้นการไหลของน้ำลายและน้ำย่อยในกระเพาะ ช่วยในการย่อยอาหาร แก้อาการอาหารไม่ย่อย ช่วยย่อยสารพิษตกค้างที่ไม่สามารถย่อยได้ ช่วยแก้ลมอัมพฤกษ์ ขับลมในกระเพาะ

ในปัจจุบันพริกไทยดำได้ถูกนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย (Black pepper oil) ซึ่งมีสรรพคุณฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ต้านพิษต่าง ๆ ช่วยทำให้เจริญอาหาร แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยในการย่อยอาหาร รักษาโรคกระเพาะ ใช้เป็นยาระบาย ช่วยบำบัดอาการปวด ลดอาการกล้ามเนื้อกระตุก ช่วยกระตุ้นกำหนัด ขับเหงื่อ ลดไข้ พร้อมด้วยช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท (น้ำมันพริกไทย)

กำไรในการลดน้ำหนัก ปัจจุบันได้มีผลการวิจัย จากประเทศสหรัฐอเมริกา ยืนว่าพริกไทยดำ สามารถลดความอ้วนได้จริง พร้อมทั้งสามารถลดน้ำหนัก ได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจาก ในพริกไทยดำ มีตัวประกอบของสาร “ไพเพอร์รีน”  ที่มีคุณสมบัติ ในการต่อต้านความอ้วน พริกไทยดำ มีจุดเด่นในเรื่องของ ความฉุน และรสชาติที่เผ็ดร้อน ช่วยในการควบคุม การก่อตัวของเซลล์ไขมันใหม่ให้ลดลง พร้อมกับทำลายเซลล์ไขมันเก่า ที่สะสมอยู่ภายในร่างกาย ให้มีจำนวนลดลง พร้อมทั้งกลับมาอ้วนได้ยากขึ้น  พร้อมทั้งเข้าไปกระตุ้น การหลั่งของกรด ในกระเพาะอาหาร ทำให้ร่างกาย เผาผลาญพลังงาน ที่ได้รับจาการทานข้าว  ไปใช้ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ทำให้ไม่เกิดการสั่งสมของไขมัน ซึ่งเป็นสำเหตุสำคัญ ที่ทำให้เกิดความอ้วน  แต่ห้ามรับประทานทันที หลังรับประทานอาหารเสร็จ เพราะจะทำให้เกิดอาการเรอ และท้องอืดทันที นอกจากนี้ ให้รับประทานแต่พอดี ไม่ควรทานติดต่อกัน นานเกิน 6 เดือน และบริโภคในปริมาณ ที่มากเกินไป


เว้นเสียแต่ผลของพริกไทย จะมีกำไรมากมายแล้ว ใบและลำต้น ก็ยังสามารถเอามาทำยาสมุนไพรได้เช่นกัน ทั้งนี้อยู่ที่ว่า ใครจะนำไปทำ หรือไม่ผลิตเป็นแบบไหน โดยใช้ได้ทั้ง ดอกที่รักษาอาการตาแดง และความดันโลหิตสูง, ใบ แก้ลมจุกเสียด ปวดมวนท้อง, เถา แก้เสมหะที่คั่งที่ปอด และลดอาการท้องร่วง ขั้นรุนแรง, ราก ใช้ขับลมลำไส้ แก้วิงเวียน, น้ำมัน ในพริกไทย ช่วยลดน้ำหนัก พร้อมด้วยนวดทาบริเวณที่ปวดเมื่อย กล้ามเนื้ออักเสบ

เวปไซต์ thaiherbweb.com
Line ID  @thaiherbweb   (มีตัว@นำหน้า)
เพสบุุ๊ค  https://www.facebook.com/ThaiHerbClub
เบอร์โทร 0973199029, 0805842717, 021387031, 0863515214

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เบญจกูล สมุนไพรรสร้อน สมุนไพรแก้หนาว โรคหน้าหนาว คนแก่หนาว หนาวทานอะไรดี

เบญจกูล สมุนไพรรสร้อน สมุนไพรแก้หนาว โรคหน้าหนาว คนแก่หนาว หนาวทานอะไรดี


ตำรับยาพระฤาษีบอกอย่าง เบญจกูล เป็นภูมิปัญญาสมุนไพรรสร้อน สมุนไพรแก้หนาว ที่เคยใช้ดูแลปกป้องรักษาสุขภาพมานานนับพันปี น่าจะนำกลับมาใช้กันอย่างต่อเนื่องในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะยาตำรับนี้เป็นยาเพื่อส่งเสริมสุขภาพอนามัยและความเท่าเทียมกันของเรือนร่าง จิตใจให้เป็นปกติ แข็งแรง โรคหน้าหนาว คนแก่หนาวทานอะไรดี

เชื่อ กันว่าพระฤาษีในชมพูทวีปก่อนสมัยพุทธกาลหลายร้อยปี ได้ค้นเจอตำรายาสมุนไพรเพื่อดูแลกำกับรัตนธาตุหรือธาตุทั้ง ๕ ของปุถุชนให้คงอยู่ในสมดุลย์ ยาโบราณตำรับนี้มีชื่อว่า "เบญจกูล" ซึ่งหมายถึงสมุนไพรที่มาประสมโรงช่วยกันเกื้อกูลชีวิต ๕ ชนิด ได้แก่



๑. ผลดีปลีช่วย ระงับ "ธาตุปถวี โทษนั้นมี ๔๒ สถาน" เป็นต้นว่า อาการผมร่วง เจ็บปาก เจ็บฟัน เจ็บอก เจ็บในท้อง เจ็บในสมอง เจ็บเนื้อ เจ็บหลัง เจ็บเอ็น เจ็บกระดูก ขนลุกชัน ผิวหนังแตกระแหง เจ็บหลัง เจ็บตามข้อ เมื่อเป็นหนักเข้าก็เจ็บไปทั่วตัว ผอมเหลือง รวมไปถึงแสดงอาการวิปริตทางจิต นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย มักโกรธฉุนเฉียวง่าย กระทั่งเพ้อคลั่ง
๒. รากช้าพลู สนับสนุนระงับสรรพโทษ อันเกิดจากกองธาตุน้ำทั้ง ๑๒ แปรปรวน เป็นต้นว่า มีน้ำตาไหล เลือดกำเดาออกง่าย น้ำลายมาก เหงื่อโทรมตัว ปัสสาวะมากเกินไป ปัสสาวะขัด ท้องแน่นเป็นดาน ส่วนในทางจิตใจนั้นจะมีอาการหวาดสะดุ้งง่าย
๓. เถาสะค้าน ช่วย แก้อาการทั้งปวงในกองธาตุลม ทั้ง ๖ เป็นต้นว่า ท้องเต็มไปด้วยลม หาวเรอ ผายลม ถอนหายใจใหญ่ เบื่ออาหาร มือเท้าเย็น ปากแห้ง คอแห้ง คลื่นเหียนอาเจียนจนถึงขั้นหายใจขัดหรือไม่หายใจเข้าน้อย หายใจออกมา
๔. รากเจตมูลเพลิงแดง ช่วยเหลือระงับโทษอันบังเกิดจากธาตุไฟ ทั้ง ๔ เป็นต้นว่า ตัวเย็น ไอแห้ง ปวดท้องไม่หาย นัยน์ตามัว มือเท้าเป็นเหน็บชา เบื่ออาหาร ชอบนอนนานแล้วไม่อยากลุกขึ้น หายใจถี่
๕. เหง้าขิง ช่วยคุมกองอากาศธาตุ ทั้ง ๑๐ ให้เป็นปกติ โทษของอากาศธาตุนั้นมีเพียง ๒ ประการคือหูลั่นดังกรอกแกรก และถ้าถึงขั้นมองดูมือตนเองไม่เห็น ก็เป็นสัญญาณว่าจะสิ้นชีวิตภายใน ๒ วัน ดังคำแพทย์โบราณท่านว่า "อากาศธาตุแตกนั้น ในหูลั่นกรอก กลอกตาแลดูนิ้วแลหัตถาห่อนปรากฏจักษุตน โทษสองประการนั้น ยังสองวันชีวาตน จักดับถึงอับจน กล่าวไว้แท้แน่ตำรา"

สมุนไพร ทั้ง ๕ ตัว ได้แก่ ดีปลี ช้าพลู สะค้าน เจตมูลเพลิงแดง และขิง ซึ่งนำมาสังเคราะห์เป็นยาเบญจกูลนี้เป็นเครื่องยาไทยที่หาได้ง่าย ซึ่งแพทย์แผนไทยทุกคนต้องรู้พร้อมด้วยร้านขายยาสมุนไพรไทยทุกร้านต้องเจียดยาตำรับ นี้ได้ เพียงแต่ผู้คนนอกวงการส่วนใหญ่ ยังไม่รู้จักชื่อเสียงสรรพคุณครอบจักรวาลธาตุของยาพระฤาษีบอกตำรับนี้


สูตรยามหาพิกัดเบญจกูล มีตัวยาด้วยกันส่วนน้ำหนักยาดังนี้
  1. ผงดีปลี ๒๐ ส่วน เทียบเท่ากับธาตุดิน ๒๐ ประการ
  2. รากช้าพลู ๑๒ ส่วน เทียบเท่ากับธาตุน้ำ ๑๒ ประการ
  3. เถาสะค้าน ๖ ส่วน เทียบเท่ากับธาตุลม ๖ ประการ
  4. รากเจตมูลเพลิงแดง ๔ ส่วน เทียบเท่ากับธาตุไฟ ๔ ประการ
  5. เหง้าขิง ๑๐ ส่วน เทียบเท่ากับเท่ากับธาตุอากาศ ๑๐ ประการ

การปรุงยา นำตัวยาทั้งหมดมาบดเป็นผงละเอียด เจือปนคลุกเคล้าให้เข้ากัน จะรับประทานเป็นยาผง หรือนำไปผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดลูกกลอนหรือนำไปบรรจุเป็นแคปซูลก็ได้

ยาเบญจกูล กินได้เป็นประจำทุกวันเพื่อบำรุงธาตุทั้ง ๕ ให้เป็นปกติสมุนไพรรสร้อน มีข้อห้ามสำหรับเด็กเล็กพร้อมด้วยสตรีมีครรภ์ ไม่ควรบริโภค เพราะเบญจกูลเป็นยารสเผ็ดร้อน มีฤทธิ์บีบมดลูก หากจะบริโภคต้องลดขนาดลงครึ่งหนึ่ง  

ตำรับยาพระฤาษีบอกอย่างเบญจกูล เป็นภูมิปัญญาสมุนไพรรสร้อน สมุนไพรแก้หนาว ที่เคยใช้ดูแลปกป้องรักษาสุขภาพมานานนับพันปี น่าจะนำกลับมาใช้กันอย่างต่อเนื่องในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะยาตำรับนี้เป็นยาเพื่อส่งเสริมสุขภาพอนามัยและความเท่าเทียมกันของเรือนร่าง จิตใจให้เป็นปกติ แข็งแรง

เวปไซต์ thaiherbweb.com
Line ID  @thaiherbweb   (มีตัว@นำหน้า)
เพสบุุ๊ค  https://www.facebook.com/ThaiHerbClub
เบอร์โทร 0973199029, 0805842717, 021387031, 0863515214

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ตรีผลา สมุนไพรเอกในการล้างพิษ

ตรีผลา สมุนไพรเอกในการล้างพิษ


ผู้ที่ชื่นชอบการดูแลพลานามัยด้วยวิธีการธรรมชาติ คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ตรีผลา” สมุนไพรที่รวมเอาผลไม้ 3 ชนิด ได้แก่ มะขามป้อม สมอไทย และสมอพิเภกมาหมักรวมกัน จนได้เป็นสมุนไพรน้ำที่มีรสชาติออกจะฝาดๆ เฝื่อนๆ อยู่สักหน่อย
เรามักได้ยินได้ฟังต่อๆ กันมาว่า สมุนไพรตรีผลาสรรพคุณช่วยกำจัดไขมันพอกตับ บางครั้งก็ได้ยินว่าตรีผลา สามารถฆ่ามะเร็งได้ด้วย ความจริงแล้วผลดีของตรีผลา มีมากมายขนาดไหน เราก็ไม่สามารถอธิบายได้ครอบคลุมทั้งหมด แต่เราจะขอพูดถึงอรรถประโยชน์ของสมุนไพรตรีผลาแคปซูลในแนวคิดที่เห็นที่เด่นชัดที่สุด (และเป็นที่ยอมรับกันในแนวทางการแพทย์อายุรเวท ผู้ให้กำเนิดตรีผลา) ในฐานะ “ราชาแห่งการปรับสมดุลธาตุและการล้างพิษ” ก็แล้วกัน
 ตรีผลา ซึ่งประกอบด้วยผลไม้ธาตุน้ำ 3 ชนิด ได้แก่ มะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก จึงเป็นสมุนไพรที่การแพทย์อายุรเวทยกย่องให้เป็น สมุนไพรที่โดดเด่นในด้านการปรับสมดุลธาตุ สามารถทะนุถนอมและฟื้นฟูร่างกายองค์รวมทุกระบบให้แข็งแรง และทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ

สรรพคุณโดดเด่น-การล้างพิษ
โดยทั่วไปแล้ว การใช้ตรีผลาในวิธีการแพทย์อายุเวท จะใช้เพื่อการปรับปรุงระบบ
- การย่อยอาหาร
- การขับถ่าย


ส่วนประกอบจากผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนั้น ออกฤทธิ์เสริมกันในด้านการกระตุ้นให้กระเพาะอาหารทำงานได้ดี และหนุนการบีบตัวของลำไส้อย่างอ่อนโยน ต่างจากสมุนไพรระบายชนิดอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการปวดมวนท้อง คลื่นไส้ก่อนการขับถ่าย และ เนื่องด้วยระบบย่อยอาหาร และ ระบบขับถ่ายที่มีศักยภาพ จะทำให้เราได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอและมีของเสียหรือพิษตกค้างในร่างกายน้อย ถือเป็นรากฐานสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี การย่อยไม่ได้และถ่ายไม่ดี ล้วนเป็นต้นเหตุของสารพัดโรค จึงทำให้ตรีผลา ถูกนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรพื้นฐานในการรักษาโรคแทบทุกโรคไม่ว่าจะเป็น โรคระบบทางเดินหายใจที่มักมีสาเหตุมาจากเมือกมันในอาหารที่เรากินแล้วไม่สามารถย่อยสลายได้หมดเกาะตัวตามผนังลำไส้ ทำให้จุลินทรีย์ที่ดีไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ จนภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง    ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้   อาการสารอาหารในเลือดน้อย  เนื่องจากลำไส้มีของเสียสะสมตกค้างอุดกั้นจนไม่สามารถดูดซึมสารของกินไปเลี้ยงร่างกายได้ดีเท่าที่ควร  หรือแม้กระทั่งโรคหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจ ตรีผลาก็สามารถช่วยป้องกันหรือเบาบางอาการของโรคได้เช่นกัน เนื่องจากสารสำคัญที่มีอยู่ในผลไม้ทั้ง 3 ชนิด ล้วนมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระสูง

สรรพคุณของผลไม้สมุนไพรทั้ง 3 ชนิดในพิกัด “ตรีผลา”


มะขามป้อม
สรรพคุณทางอายุรเวทของมะขามป้อมคือ ช่วยปรับสมดุลของปิตตะ (ธาตุไฟ) ส่งเสริมการทำงานของตับและระบบภูมิคุ้มกัน
ชาวฮินดู เรียกมะขามป้อมว่า Amla ซึ่งแปลว่าพยาบาล หรือ แม่ แสดงให้เห็นว่าผลไม้ชนิดนี้ ได้รับการยกย่องในคุณสมบัติทางยาอย่างมาก ชาวอินเดียโบราณยกย่องว่า “มะขามป้อมเป็นหนึ่งในสุดยอดยาอายุวัฒนะ” สามารถเอาใจใส่ดูแลได้ทั้งสมอง สายตา ผิวพรรณ ผม บำรุงโลหิต บำรุงอวัยวะองค์รวมทั้งภายนอกและภายใน อีกทั้งยังช่วยขับน้ำเหลืองเสียได้อีกด้วย
 จากการวิจัยพบว่า มะขามป้อม เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก และในผลของมะขามป้อมเองยังมีสารป้องกันการเกิดปฏิกิริยาที่ทำให้วิตามินซีเสื่อมสลาย จึงทำให้เป็นผลไม้ที่สามารถเก็บได้นานโดยสูญเสียวิตามินซีน้อยมาก ต่างจากผลไม้ชนิดอื่นๆ
นอกจากนี้ ผลมะขามป้อมยังมีสารในกลุ่มแทนนิน ได้แก่ เอมบริคานิน เอ และ บี (emblicanin a and b) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดี  ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ต้านไวรัส ต้านการอักเสบ กำจัดพิษโลหะหนัก และยังได้มีการทดลองที่ทำให้พบว่า สารสกัดจากมะขามป้อมมีฤทธิ์ลดไขมันในเลือดได้ทั้งในสัตว์ทดลอง และมนุษย์อีกด้วย

สมอพิเภก
คุณสมบัติทางอายุรเวทของสมอพิเภก คือ บำรุงและช่วยลดการเกิดอาการผิดปกติต่างๆ ของกผะ (ธาตุดินและธาตุน้ำ) ในกาย เช่น ส่งเสริมการทำงานและลดความเสี่ยงในการก่อโรคของทางเดินปัสสาวะ ช่วยขับนิ่ว  และยังช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบทางเดินหายใจ
ในประเทศพม่า นิยมทานผลแห้งของสมอพิเภกกับน้ำผึ้งเมื่อมีอาการไอ ผลอ่อนนิยมใช้เป็นยาระบาย ในขณะที่ผลแก่ นิยมใช้เป็นยาแก้ท้องเดิน

นอกจากนี้ สมอพิเภกยังมีคุณวุฒิบำรุงระบบไหลเวียนโลหิต บำรุงธาตุ ในบัญชียาจากสมุนไพร  ตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ก็ปรากฏมีการใช้สมอพิเภกเพื่อเข้ายารักษาพยาบาลกลุ่มอาการของระบบไหลเวียนโลหิต  และใช้เป็นหนึ่งในเครื่องยาของ  “ตำรับยาหอมนวโกฐ” ซึ่งใช้เป็นยาแก้ลม บำรุงหัวใจ


สมอไทย

สรรพคุณทางอายุรเวทของสมอไทย คือ บำรุงระบบย่อยอาหาร ปรับปรุงการทำงานของลำไส้และการดูดซึมสารอาหาร บำรุงตับ ส่งเสริมการขับน้ำดีให้มีประสิทธิภาพ และเนื่องจากความพิเศษเหนือสมุนไพรอื่นของสมอไทย ที่มีทั้งรสยาเปรี้ยวและฝาดผสานกัน ใช้เป็นทั้งยาระบาย หรือใช้เพื่อระงับการถ่ายก็ได้  ดังนั้นจึงสามารถใช้เพื่อแก้ไขภาวะลำไส้แปรปรวน แก้อาการท้องผูกหรือท้องเสียง่ายได้ผลดี  ภาษาแพทย์แผนไทย เรียกสมุนไพรประเภทนี้ว่า “รู้ปิดรู้เปิด”  มีตำนานกล่าวว่า ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธทรงเจ้าประชวร หรือพระภิกษุมีอาการอาพาธ มักเสวยหรือฉันผลสมอไทยเป็นยาหลัก จนได้รับยกย่องว่าเป็น “พุทธโอสถ”  และชาวอินเดียยังถือว่า สมอไทย เป็นหนึ่งในราชาแห่งสมุนไพรเช่นเดียวกับมะขามป้อมอีกด้วย

ใน “ตำราจารกะ สัมหิตา” หนึ่งในตำราวิทยาศาสตร์โบราณด้านสุขภาพของหลักสูตรการแพทย์อายุรเวทได้อธิบายไว้ว่า ควรทานสมอไทยร่วมกับมะขามป้อมเป็นประจำ เพื่อล้างพิษและแก้ไขอนามัยร่างกายและจิตใจจากภายใน
ผลอ่อนสมอไทย มักถูกใช้เป็นยาระบาย แก้โลหิตในท้อง แก้น้ำดี  ส่วนผลแก่ใช้แก้ไข้ขับเสมหะ แก้จุกเสียด บำรุงร่างกาย เนื้อไม้แก้บิด แก้ท้องผูก แก้หืดไอ ส่วนเปลือกต้นต้มดื่มบำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ จัดเป็นสมุนไพรครอบจักรวาล กระทั่งมีคำกล่าวว่า “หากใครไม่มีแม่คอยดูแล มีแค่สมอไทยก็ไม่ต้องห่วงในเรื่องสุขภาพแล้ว”


ตรีผลากับอายุรเวท

ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์แผนไทย แผนจีน อินเดีย หรือ การแพทย์แผนปัจจุบันก็ตาม ต่างให้การยอมรับว่า สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรค ร้อยละ 5 เท่านั้น ที่เป็นผลจากกรรมพันธุ์ อีกร้อยละ 95 เป็นผลมาจากการทานอาหารและการดำรงชีวิตทั้งสิ้น
การรับสิ่งมีประโยชน์เข้าร่างกาย คือ อาหาร ต้องสอดคล้องกับการระบายขยะตกค้างจากอาหารออกจากร่างกาย คือ การขับถ่าย หากทั้ง 2 ระบบนี้ทำงานได้ดี สุขภาพร่างกายก็จะดีตามไปด้วย  “ตรีผลา” ซึ่งมีสรรพคุณเด่นในด้านการปรับปรุงและฟื้นฟูระบบย่อย-ดูดซึมอาหารและระบบขับถ่าย  จึงถูกนำมาใช้บ่อยกว่าสมุนไพรอื่นๆ ในแนวทางการรักษาโรคแบบอายุรเวท
เพราะเมื่อระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่ายทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารเต็มที่ ขยะตกค้างที่ก่อให้เกิดแก๊สและสารพิษในร่างกายก็ลดน้อยลง สุขภาพจึงได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาแข็งแรงได้ดีขึ้น

สรุปคุณประโยชน์ของตรีผลา ดังนี้

  • ด้วยส่วนประกอบที่ได้จากสมุนไพรตรีผลา ช่วยให้กล้ามเนื้อ เซลล์ เม็ดเลือดและอวัยวะต่างๆ เก็บกักน้ำได้ดีขึ้น ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น นำพาสารอาหารไปเลี้ยงร่างกาย และนำของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้น
  • สมุนไพรในตรีผลาทั้ง 3 ชนิดมีฤทธ์เสริมกันในการปรับปรุงการทำงานของระบบทางเดินอาหาร และระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ จึงช่วยแก้ไขอาการท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ท้องผูก รวมถึงโรคลำไส้แปรปรวนที่มีอาการท้องผูกสลับท้องเสียได้ดี
  • ตรีผลามีสรรพคุณด้านการล้างพิษ และขับขยะตกค้างในลำไส้ได้ดี หากทานเป็นประจำจะทำให้ลำไส้สะอาดขึ้น เมือกมันในลำไส้น้อยลง ส่งผลให้จุลินทรียที่ดีในลำไส้สามารถอาศัยและขยายจำนวนประชากรได้มากขึ้น เป็นผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน จึงมีส่วนช่วยในการแก้ไขอาการที่เกิดจากภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ภูมิแพ้ทางเดินหายใจได้ดี
  • สารต้านอนุมูลอิสระสูง ในพิกัดยาตรีผลาประกบด้วยผลไม้ 3 ชนิดซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยบำรุงสุขภาพองค์รวม และมีส่วนในการช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของโรคแห่งความเสื่อมต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ โรคตับเสื่อมรวมทั้งการเกิดเซลล์มะเร็งได้
  • สรรพคุณเพียงเท่านี้ ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการเลือกตรีผลามาเป็นตัวช่วยดูแลสุขภาพให้ตนเองและคนที่ท่านรัก ที่สำคัญ เราควรทานสมุนไพรพื้นบ้านที่ปู่ย่าตาทวดของเราทานเป็นอาหารกันมานานนมโดยไม่เกิดผลข้างเคียงต่อสุขภาพ น่าจะดีกว่ากินอาหารเสริมสังเคราะห์จากเคมีที่กายของเรานั้นไม่คุ้นชิน โดยเฉพาะตับที่มีหน้าที่มากมายอยู่แล้ว อย่าเพิ่มภาระให้ตับต้องเหนื่อยคอยกำจัดเคมีส่วนเกินออกจากร่างกายอีก

ตรีผลาทานไม่ยากอย่างที่คิด     “ตรีผลาทานได้ทุกเพศทุกวัย”

เนื่องจากตรีผลาที่มีจำหน่ายส่วนใหญ่จะเป็นตรีผลาแบบน้ำ ซึ่งอาจจะทำใจรับประทานลำบากกันสักหน่อยสำหรับผู้ที่ไม่เคยรับประทานยาสมุนไพร แถมไม่เคยรับประทานยาน้ำ ในปัจจุบันผูผลิตจึงผลิตตรีผลาในแนวทางแคปซูลออกมาจำหน่ายกันเป็นทางเลือกเพิ่มขึ้น แต่การรับประทานตรีผลาให้ได้ประโยชน์สูงสุด เรายังคงแนะนำว่าควรทานตรีผลาแบบน้ำที่ใช้กระบวนการหมักจะดีที่สุด
เนื่องจากการหมักในระยะเวลาที่เหมาะสม จะสามารถสกัดสารสำคัญของสมุนไพรให้ออกมาอย่างนิ่มนวลโดยที่โครงสร้างโมเลกุลของสารอาหารถูกรบกวนน้อยที่สุด สารสำคัญยังคงอยู่อย่างปราศจากข้อเสียที่สุดเมื่อเทียบกับวิธีสกัดแบบอื่นๆ
อีกทั้งในระหว่างการหมักผลไม้อย่างถูกวิธีและสุขลักษณะ จะก่อให้เกิดจุลินทรีย์ที่ดีและเอนไซม์ที่มีคุณประโยชน์เป็นจำนวนมาก และการหมักก็ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีเหมือนการสกัดแบบอื่นอีกด้วย การรับประทานตรีผลาแบบหมักจึงให้ผลประโยชน์สูงสุดต่อร่างกาย หากจะให้รับประทานได้ง่ายขึ้นก็เพียงแค่เติมน้ำผึ้งเล็กน้อย หรือเจือจางด้วยน้ำก็รับประทานได้ง่ายขึ้นแล้ว…..

เวปไซต์ thaiherbweb.com
Line ID  @thaiherbweb   (มีตัว@นำหน้า)
เพสบุุ๊ค  https://www.facebook.com/ThaiHerbClub
เบอร์โทร 0973199029, 0805842717, 021387031, 0863515214

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

มะรุม “พืชสมุนไพร แต่ไม่ใช่ “ยาวิเศษ”

มะรุม “พืชสมุนไพร แต่ไม่ใช่ “ยาวิเศษ”

กระแสคนรักสุขภาพอนามัยยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องทั้งในสังคมไทยและสังคมโลก ประชากรไม่น้อยหันมาใส่ใจอนามัยกันมากขึ้น และยังคงมีวี่แววว่าจะสนใจไปอย่างนี้เรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่าช่วงไหน “ฮิต” อะไร แต่ที่แน่ๆ และยังคงยืนพื้นในความนิยมของคนส่วนใหญ่ยังคงเป็น “สมุนไพร” โดยในขณะนี้ “เทรนด์” ได้มาหยุดอยู่ที่ผักพื้นบ้าน เจ้าของนาม “มะรุม”


“มะรุม” เป็นพืชพื้นบ้านที่มีทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทำให้มีการเรียกชื่อสมุนไพรมะรุมแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น คำว่ามะรุมนี้ เป็นคำเรียกขานของคนภาคกลาง ในขณะที่ฝั่งอีสานบ้านเฮาเอิ้นว่า “ผักอีฮุม” หรือ “บักฮุ้ม” ส่วนหมู่เฮาจาวเหนืออู้ว่า “บะค้อมก้อม” ส่วนชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก “กาแน้งเดิง” ด้านชายขอบจังหวัดแม่ฮ่องสอนกลับให้ชื่อแก่มันอย่างชวนให้ลิ้มรสว่า “ผักเนื้อไก่” ครัวไทยแต่โบราณรนำภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทยก็นำแทบทุกส่วนของมะรุม ไม่ว่าจะเป็นใบ ดอก ฝัก เมล็ด เปลือก ราก ฯลฯ โดยสรรพคุณทางสมุนไพรในแต่ละส่วนก็มีต่างๆ กันไป

ปัจจุบันได้มีการโฆษณาคุณค่าของสมุนไพรมะรุมแคปซูลอย่างแพร่หลาย บ้างก็ว่าช่วยต้านมะเร็ง ช่วยรักษาเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงสุขภาพ และสรรพคุณอื่นๆ อีกร้อยแปดพันประการ ทำให้แวดวงผู้รักอนามัยทั้งหลายตื่นตัวและตื่นเต้นอีกครั้งกับสมุนไพรที่ดูเหมือนว่าจะ “มหัศจรรย์” ชนิดนี้ ไม่ต่างกับปรากฏการณ์กระชายดำและยอ ที่บูมเปรี้ยงปร้างช่วงก่อนหน้านี้ และก็เลือนหายไปกับสายลมแล้ว และล่าสุด “กระแสมะรุมฟีเวอร์” ได้แพร่ระบาดจนกระทั่งบริษัทเอกชนหลายแห่งได้ผลิต “มะรุมแคปซูล” ออกมาขายกันเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ที่ไม่ชอบรับประทานผัก แต่อยากได้คุณค่าด้านสมุนไพร รวมถึงผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาบำรุงสุขภาพอนามัย  แต่อยากได้อาหารเสริมเพื่อเป็นการบำรุงทางลัด
ได้มีการกล่าวถึงคุณสมบัติของมะรุมว่า  มะรุมเป็นผักที่มีสารอาหารเกือบครบ วิตามินเอสูง มีโปรตีนสูง ซึ่งเป็นอาหารที่เหมาะกับเยาวชนที่ขาดอาหารในพื้นที่กันดาร โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี เช่น เยาวชนในประเทศเอธิโอเปีย รวมถึงในพื้นที่เกิดวิกฤติขาดแคลนอาหารอื่นๆ

แม้กระนั้น การบริโภคมะรุมแคปซูล ประชาชนต้องเข้าใจก่อนว่าสมุนไพรมะรุมแคปซูลไม่ได้บรรเทาโรคได้สารพัดโรคภัยไม่ใช่ยามหัศจรรย์ หากคือผักพื้นบ้านที่คนไทยใช้เป็นวัตถุดิบทำอาหารมาหลายรุ่นแล้ว ไม่ใช่ยาวิเศษอย่างที่กระแสสังคมเข้าใจ “มะรุมมีฤทธิ์ร้อน ก็พอจะช่วยในเรื่องระบบไหลเวียนโลหิต แล้วก็มีความเชื่อว่ามันช่วยเรื่องเบาหวานกับความดันโลหิตสูง ในส่วนตรงนี้ต้องพิสูจน์ศึกษาวิจัยกันต่อไป แต่ที่ห่วงก็คือ หากคนเข้าใจว่ามันเป็นยา ไม่ใช่พืชผัก และกินมันในฐานะยาแก้โรค คนจะไม่ทานยาแผนปัจจุบันที่ผลิตออกมาเพื่อรักษาโรคนั้นๆ โดยตรง”

การบริโภคมะรุมนั้น อยากให้ประชาชนเข้าใจ เพราะว่าจริงๆ แล้วมะรุมก็ไม่ได้ปลอดภัยไปเสียทั้งหมด เพราะในตัวมันก็เป็นพิษด้วยเหมือนกัน “อย่างที่บอกมะรุมเป็นพืชร้อน หากสตรีมีครรภ์กินอาจจะทำให้แท้งได้ นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคเลือดก็ไม่ควรรับประทาน เนื่องจากจะทำให้เม็ดเลือดแตกง่าย รวมถึงคนเป็นโรคเกาต์ก็ไม่ควรหม่ำ เนื่องจากมะรุมมีโปรตีนสูง”

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่การรับประทานมะรุมเป็นของไม่ปลอดภัย เพราะคนไทยแต่โบร่ำโบราณก็นำมะรุมมาประกอบอาหารในฐานะพืชผักท้องถิ่น แต่สำหรับผู้ที่คิดเสริมสุขภาพอนามัยทางลัดด้วยการไปซื้อมะรุมสกัดเป็นเม็ดแคปซูลมาทานนั้น อยากให้ถี่ถ้วนสักนิด เพราะมะรุมสกัดยังไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

“มะรุม ทานได้ในบริบทของข้าวปลาอาหารปลอดภัย ไม่อันตราย และมีกำไรตามสมควรในฤทธิ์ของสมุนไพร ที่ไม่อันตรายเพราะเราไม่ได้รับประทานทุกวัน และรับประทานในปริมาณไม่มากนัก แต่อยากจะฝากเตือนไปยังผู้ที่รักสุขภาพอนามัยว่า สำหรับมะรุมสกัดที่มีอยู่มากในตลาดขณะนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง และหากจะเลือกรับประทานคงจะต้องดูกันดีๆ เพราะเราไม่รู้ว่าเขาสกัดจากส่วนไหน แต่ละส่วนมีฤทธิ์ด้วยกันออกฤทธิ์ต่อกลไกอวัยวะในระบบต่างๆ กัน และไม่รู้ด้วยว่าที่สกัดมาจะมีสารอะไรบ้าง และมี่มากน้อยแค่ไหน และใส่อะไรลงไปเพิ่มอีกบ้าง

เนื่องแต่มะรุมมีฤทธิ์ร้อน จึงมีการนำมาใช้เพื่อแก้อาการปวดเมื่อย เหน็บชา ทำให้โลหิตไหลเวียนได้ดี ในบริบทของหมอพื้นบ้านก็ใช้มะรุมในการควบคุมอาการความดันโลหิตสูง โดยนำยอดมะรุมสด นำมาโขลกคั้นน้ำผสมน้ำผึ้ง ดื่มวันละครั้ง แก้ความดันขึ้น ซึ่งหมอพื้นบ้านทางแถบไทยใหญ่ก็ใช้มะรุมคุมความดันเช่นเดียวกัน

“ส่วนคนที่มีอาการเหน็บชา ทานมะรุมก็ช่วยแก้ได้เช่นเดียวกัน เพราะช่วยให้เลือดไหลเวียนดี แต่คุณสมบัติก็ไม่ได้โดดเด่นมากนัก นอกจากนี้ ดอกอ่อนของมะรุมยังช่วยป้องกันหวัด และมีวิตามินซีสูงอีกด้วย ดีที่สุดคือมองมะรุมเป็นอาหาร ต้องบริโภคอย่างเข้าใจ คนเราต้องรับประทานหลากหลาย กินให้ครบทุกรส เพราะอาหารที่หลากหลายจะเข้าไปบำรุงหลายกลไกในร่างกายในทุกๆ ระบบ เราต้องการอาหารหลายอย่าง ไม่ใช่จากมะรุมอย่างเดียว ขออย่าให้เข้าใจผิด อย่ามองมะรุมเป็นยาวิเศษ”


อย่างไรก็ตาม ในมะรุมก็มีวิตามินสูง มีสรรพคุณบำรุงสายตา มีวิตามินเอ มีเบตาแคโรทีน และอาจจะมีฤทธิ์ทางเภสัชที่ช่วยด้านลดน้ำตาลได้บ้าง การเลือกใช้ต้องระมัดระวัง แต่การนำมาเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารนั้น ถือเป็นปริมาณที่ปลอดภัยแต่ในส่วนของการเลือกจะดูแลสุขภาพแบบรวดเร็วโดยการไปซื้อมะรุมที่สกัดเป็นเม็ดเหมือนยาหรืออาหารเสริมนั้น ต้องดูให้ดีว่าส่วนใหญ่ออกฤทธิ์อย่างไร ทางที่ดีทานสดเป็นอาหารจะปลอดภัยที่สุด



เวปไซต์ thaiherbweb.com
Line ID  @thaiherbweb   (มีตัว@นำหน้า)
เพสบุุ๊ค  https://www.facebook.com/ThaiHerbClub
เบอร์โทร 0973199029, 0805842717, 021387031, 0863515214




วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สวยสองพันปีด้วย..."รากสามสิบ"

สวยสองพันปีด้วยรากสามสิบ

 มีสมุนไพรหลายชนิดที่มีชื่อเล่นแปลกไม่คุ้นหู บางชื่อก็ไพเราะ อาทิ กรุงเขมา ตาตุ่มทะเล พิลังกาสา พร้อมกับยังมีอีกชนิดที่ชื่อเตะตา ต้องใจเหลือเกินคือ “สาวร้อยผัว” เป็นสมุนไพรที่โชว์ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 3 เมื่อปี 2549 เพียงแค่นามสมญาก็คงโดนใจหลายๆ คนสมุนไพรรากสามสิบชนิดนี้ถูกเอ่ยอ้างในคัมภีร์พระเวท นับว่าเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มานานมากหลายพันปีแล้วฟังชื่อหลายคนอาจตั้งคำถามว่า จะคลับคล้ายกับรากราคะที่ นางกลีบผกา ตัวเอกในละครเรื่องแรมพิศวาส ใช้ทำเสน่ห์หรือเปล่า สมุนไพรชนิดนี้ ที่นอกจากจะเด่นในทางยาและข้าวปลาอาหารแล้วยังสามารถนำไปแปรธาตุเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามได้อีกด้วยแต่เป็นความสวยงามจากด้านในคือสวยแบบสุขภาพอนามัยดีนั่นเอง ค่ะ
“สาวร้อยผัว”เป็นสมุนไพรที่ปัจจุบันอาจไม่ค่อยมีคนรู้จักยกเว้นหมอยาสมุนไพรโบราณแต่ถ้าเรียก “รากสามสิบ” ก็จะปรากฏในตำราไม้สมุนไพร รากสามสิบ มีชื่อเรียกหลายชื่อต่างกันในแต่ละท้องถิ่นและมีการนำไปใช้ประโยชน์ในหลายๆด้านเช่นที่ จังหวัดกาญจนบุรี เรียกต้น สามร้อยราก ภาคกลางทั่วไปเรียก รากสามสิบ หรือ สามร้อยราก นิยมนำรากไปทำแช่อิ่ม ในชื่อเมนู รากสามสิบแช่อิ่ม ส่วนภาคอีสานเรียกว่า”ผักชีช้าง” รับประทานเป็นผักได้ใช้ยอดอ่อน ผลอ่อน โดยรับประทานสดสดนำมาต้มหรือแกงอ่อมก็ได้เช่นกัน ซึ่งให้กลิ่นหอมคล้ายผักชีลาว ทางภาคเหนือจะเรียกว่า จ๋วงเครือ หรือเรียก"ม้าสามต๋อน" ใช้เป็นยาดองเป็นยาบำรุงสำหรับเพศชาย ส่วนภาคใต้และคนโคราชเรียก “ผักหนาม” เพราะต้นมีหนาม สรรพคุณทางยาของรากสามสิบคือ บำรุงครรภ์ บำรุงตับปอด บำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ รากมีรสเย็นหวาน สามารถนำรากมาต้ม เชื่อมหรือทำแช่อิ่มรับประทานเป็นอาหาร(กรอบดีมาก)
ในต่างประเทศที่เปรยมากที่สุดคือประเทศอินเดียใช้รากสามสิบทำเป็นของหวานเช่นเดียวกับเมืองไทยรากของสมุนไพรชนิดนี้ยังอาจจะนำมาทุบ ไม่ก็ขูดกับน้ำเพื่อใช้ซักเสื้อผ้าได้อีกด้วยสรรพคุณอื่นอื่นๆ ได้แก่การนำมาผลิตน้ำสกัดชีวภาพต้านเชื้อรา ฆ่าแมลง ฆ่าหอย และด้วยความสวยงามของต้น ทั้งกิ่งก้านและใบจึงสามารถนำมาเป็นไม้ประดับ ไม่ก็ ใช้จัดดอกไม้ได้ดีทีเดียว


สวยแบบสาวสองพันปีสำหรับตำรับยาสมุนไพร รากสามสิบ หรือ สาวร้อยผัว เมื่อผสมกับรากของสมุนไพรอื่นอื่นๆ อาทิรากคะคลอง รากมะเดื่อชุมพร ดินประสิว ต้มด้วยน้ำมะพร้าวนาฬิเก ใช้เป็นยาแก้ไข้ได้ดีนัก หมอยาพื้นบ้านโบราณจะใช้สาวร้อยผัวปรุงเป็นยาบำรุงสำหรับสตรี ดังนั้นที่มาของชื่อ “สาวน้อยผัว” ในที่นี้จึงหมายความในแง่ที่ว่าไม่ว่าสตรีใดจะอายุเท่าไรก็ยังสามารถมีลูกมีสามีได้ความหมายจึงเป็นไปในเชิงเป็นสาวสองพันปีอย่างไรอย่างนั้นโดยที่หมอโบราณจะนำรากมาต้มกิน หรือรักษาแห้งบดแล้วปั้นเป็นลูกกลอนกินกับน้ำผึ้ง  ไม่เพียงแต่ตำรายาไทยไทย เท่านั้นที่กล่าวถึงสรรพคุณสมุนไพรรากสามสิบชนิดนี้ในตำราอายุรเวทเองยังกล่าวถึงการใช้รากสามสิบเป็นสมุนไพร หลักสำหรับบำรุงสตรี โดยการทำให้สตรีกลับมาเป็นสาวนอกจากนี้ยังช่วยแก้ปัญหาอื่นๆของผู้หญิง เช่น ภาวะประจำเดือนไม่ปกติ ปวดประจำเดือนภาวะมีบุตรยาก ตกขาว ภาวะอารมณ์ทางเพศเสื่อมถอย ภาวะหมดประจำเดือน และใช้บำรุงน้ำนม บำรุงครรภ์ ป้องกันการแท้ง

ทว่า... สมุนไพรชนิดนี้หาใช่แต่จะโดดเด่นต่อนารีเพศเพียงอย่างเดียวไม่ ในอินเดียยังใช้ในการเพิ่มพลังทางเพศให้กับชายอีกด้วยซึ่งก็คล้ายกับทางภาคเหนือของไทยที่ใช้เป็นยาดองเพื่อเพิ่มพลังทางเพศของบุรุษเป็นที่น่ารู้ว่าตำรายาอินเดีย ยังนำรากสามสิบไปใช้เพื่อบำบัดอาการอื่นๆอีกมาก เช่น เป็นยาแก้ไอ ยารักษาโรคกระเพาะ ยาแก้บิด แก้ไข้ แก้อักเสบ มีข้อมูลบ่งบอกว่ารากสามสิบเป็นสมุนไพรที่ใช้มากที่สุดในอินเดียชนิดหนึ่ง

สมุนไพรเศรษฐกิจที่น่าจับตามอง

นอกเหนือจากคุณลักษณะที่กล่าวโดยทั่วไปแล้วยังมีการนำ”สาวร้อยผัว” หรือ “รากสามสิบ” ไปศึกษาวิจัยในห้องปฏิบัติการมากพอสมควร สาระสำคัญที่พบใน “สาวร้อยผัว” ได้แก่ apsaragamine A มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาคือต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา คลายกล้ามเนื้อของมดลูก บำรุงหัวใจ แก้การอักเสบ แก้ปวด มีฤทธิ์เยี่ยงฮอร์โมนเอสโตรเจน ยับยั้งเบาหวาน เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ต้านอาการเม็ดเลือดขาวต่ำ ลดระดับไขมันในเลือด ดูแลกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ขับน้ำนมยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

 มีข้อพึงระวังประการหนึ่งในการใช้รากสามสิบ เนื่องแต่สมุนไพรชนิดนี้หายไปจากสังคมไทยเสียนานการที่จะนำมาใช้เป็นยาอีกครั้งจึงควรระมัดระวังเพราะเป็นสมุนไพรที่ออกฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจนจึงห้ามใช้ในสตรีที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง สาวร้อยผัวหรือไม่รากสามสิบเป็นสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพน่าจะฟื้นฟูนำกลับมาสู่สังคมไทยในรูปอาหาร ยาและสบู่ รวมทั้งสมุนไพรชนิดนี้ยังเป็นสมุนไพรที่อยู่ในรายการสินค้าที่จะลดภาษีภายใต้ขอบเขต การค้าเสรีอาเซียน - จีน ในข้อตกลง ไทย-จีน ตามพิกัดศุลกากรมีสถิติยืนยันว่ามีการส่งออกสมุนไพรชนิดนี้จากเมืองไทยในปริมาณค่อนข้างสูงรากสามสิบหรือสาวร้อยผัวอาจมีบทบาทพร้อมกับมีราคาทางเศรษฐกิจสูงมากในอนาคตแต่อย่างไรก็ตามการนำมาใช้ผลดีในเชิงพาณิชย์จำเป็นต้องมีการศึกษาอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความยั่งยืน สำหรับผู้ใช้

เวปไซต์ thaiherbweb.com
Line ID  @thaiherbweb   (มีตัว@นำหน้า)
เพสบุุ๊ค  https://www.facebook.com/ThaiHerbClub
เบอร์โทร 0973199029, 0805842717, 021387031, 0863515214

สมุนไพรกับโรคหอบหืด สมุนไพรรักษาโรคปอดสรรพคุณ




โรคหอบหืด เป็นโรคทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยทั้งในเด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งในปัจจุบันปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่ทำให้เกิดโรคหอบหืดนั้นมีมากขึ้น เช่นมลภาวะและอากาศที่เป็นพิษซึ่งมีอัตราสูงขึ้นในเมืองใหญ่ๆของประเทศรวมถึงสภาพความเป็นอยู่แบบเมือง ซึ่ง แออัดทำให้มีการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อ ทางเดินระบบหายใจได้ง่ายและการเพิ่มขึ้นของกลุ่มประชากรที่นิยมสูบบุหรี่ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยมีแนวโน้มของผู้ป่วยโรคนี้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

โรคหอบหืดเป็นโรคที่มีภาวะการอักเสบเรื้อรัง ของหลอดลมซึ่งมีผลทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมของผู้ป่วยมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารภูมิแพ้และสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอแน่นหน้าอกหายใจมีเสียงหวีดหรือหอบเหนื่อยเกิดขึ้นทันทีเมื่อได้รับสารก่อโรค หรือสารที่ก่อให้เกิดการแพ้เช่นฝุ่นละอองเกสรดอกไม้หรือแม้กระทั่งอากาศที่เย็นซึ่งอาการที่เกิดขึ้นอาจหายได้เองหรือหายโดยการใช้ยาขยายหลอดลม ผู้ป่วยโรคหอบหืดควรหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่ตนเองแพ้สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดการแพ้โดยตัวผู้ป่วยหรือญาติอาจจะสังเกตหรือทำการทดสอบทางผิวหนังดูว่าแพ้อะไรในระหว่างมีอาการควรใช้ยาที่ถูกต้องโดยเฉพาะยาพ่นควรหลีกเลี่ยงจากอากาศเย็นอาหารเย็นรวมทั้งน้ำเย็นเพราะความเย็นจะทำให้เสมหะจับตัวกันได้ง่ายซึ่งเสมหะจะเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดการจับหอบได้ นอกจากนี้การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและกินอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายได้เช่นกันสำหรับ สมุนไพรรักษาโรคปอด ที่มีการบันทึกในตำรายาโบราณว่าช่วยรักษาหอบหืดได้ผลเช่นปีบหรือที่ทางเหนือเรียกว่ากาสะลองเป็นพืชตระกูลเดียวกับแคและกินได้เช่นเดียวกับ ดอกแค
ในทางยาดอกปีบได้ถูกนำมาใช้แก้หอบหืดโดยใช้ดอกแห้งมวนด้วยใบบัวหลวงหรือใบตองนวล เป็นบุหรี่สูบแก้หอบ ยังมีอีกหรือสมุนไพรที่น่าสนใจมีสรรพคุณช่วยในเรื่องของอาการหอบหืดนั่นก็คือ หนุมานประสานกายหรือสังกรณี มีสรรพคุณหลักในการแก้แพ้อากาศ แก้หอบหืด หลอดลมอักเสบ ขยายหลอดลม แก้เจ็บคอ ไอเรื้อรังเป็น สมุนไพรรักษาโรคปอดสรรพคุณ ที่น่าจับตามองเพราะสามารถนำมาพัฒนาเป็น ยารักษาโรคในระบบทางเดินหายใจระยะยาว ได้ซึ่งนอกจากประเทศไทยแล้วญี่ปุ่นก็มีการใช้ในรูปแบบชาชงเพื่อบรรเทาอาการไอแก้หลอดลมอักเสบและหอบหืดการใช้ใบหนุมานประสานกายให้ใช้ใบสดล้างให้สะอาดเขียวครั้งละ 2 ใบคืนน้ำจนกว่าจากยาจะจีบจริงใครทิ้งหรือกลืนลงไปเลยก็ได้เพียงวันละ 2 ครั้งก่อนอาหารเช้าและเย็นการใช้ใบแห้ง ให้ใช้ 1-3 ใบชงน้ำดื่มแทนค่ะหรือถ้าต้องใช้ประมาณ 7-8 ใบต้มกับน้ำศรีแก้วปล่อยให้เดือดเบาเบาๆจนน้ำงวดเหลือครึ่งหนึ่งแบ่งกินวันละ 2 ครั้งก่อนอาหารเช้าเย็นหากต้องการดื่มทั้งวันใช้ใบเพสลาดสดหรือแห้ง หรือรวมกันทั้งสองอย่างเราเก็บใบต้มกับน้ำเจ็ดแก้วเพียง 10 นาทีใช้ดื่มต่างน้ำในบางคนเกิด*าการแพ้มีอาการใจสั่นแน่นหน้าอกหายใจไม่สะดวกเวียนศีรษะคลื่นไส้ต้องหยุดใช้ยาทันทีฤทธิ์ดังกล่าวเกิดจากการใช้ใบสดมากกว่าใบแห้งคนที่เป็นโรคหัวใจความดันโลหิตต่ําหรือสตรีมีครรภ์ไม่ควรกินนอกจากนี้รางจืดและชุมเห็ดเทศก็คือสมุนไพรอีกชนิดที่มีการนำมาใช้ในโรคหอบหืดเพราะมีในทฤษฎีแพทย์แผนไทยเชื่อว่าการเกิดโรคหอบหืดนั้นมาจากการที่ร่างกายมี การสะสมของเสียไว้ทั้งนั้นการรักษาโรคนี้ก็มุ่งไปที่การขับของเสียยาในกลุ่มขับพิษและยาระบายจึงถูกนำมาใช้ซึ่งในผู้ป่วยหลายลายใช้แล้วได้ผลดีขึ้น


เวปไซต์ thaiherbweb.com
Line ID  @thaiherbweb   (มีตัว@นำหน้า)
เพสบุุ๊ค  https://www.facebook.com/ThaiHerbClub
เบอร์โทร 0973199029, 0805842717, 021387031, 0863515214