บทความที่ได้รับความนิยม

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559

สมุนไพรรักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด โรคเบาหวานทานอะไร???


โรคเบาหวาน เกิดจากตับอ่อนผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ, หรือเซลล์ร่างกายไม่ตอบสนองอย่างเหมาะสมต่ออินซูลินที่ผลิต, อย่างใดอย่างหนึ่ง. น้ำตาลที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะถูกนำไปเปลี่ยนเป็นพลังงานโดยการควบคุมของอินซูลิน ในเมื่ออินซูลินมีปัญหา ทำให้ไม่สามารถดึงน้ำตาลไปใช้ได้ จึงมีน้ำตาลตกค้างในกระแสเลือดมาก ไตจึงขับของเสียออกมาทางปัสสาวะ อันเป็นเหตุให้ปัสสาวะหวานนั้นเอง เบาหวานมีสามชนิดหลัก ได้แก่

เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากร่างกายผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ แบบนี้อดีตเคยเรียกว่า "เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน" หรือ "เบาหวานวัยแรกรุ่น" สาเหตุยังไม่ทราบ
เบาหวานชนิดที่ 2 เริ่มขึ้นจากการดื้อต่ออินซูลิน คือ ภาวะที่เซลล์ไม่สามารถตอบสนองต่ออินซูลินอย่างเหมาะสม เมื่อโรคดำเนินไป อาจมีการขาดอินซูลินด้วย แบบนี้อดีตเคยเรียก เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน หรือ "เบาหวานที่เกิดในผู้ใหญ่" สาเหตุหลักเกิดจากน้ำหนักกายเกินและออกกำลังกายไม่เพียงพอ
เบาหวานระหว่างมีครรภ์ เป็นแบบหลักชนิดที่สาม และเกิดเมื่อหญิงมีครรภ์ซึ่งไม่เคยมีประวัติเบาหวานมาก่อนมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
การป้องกันและรักษา รวมถึงการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ, การออกกำลังกาย, การงดสูบบุหรี่ และการรักษาน้ำหนักกายให้ปกติ. การควบคุมความดันโลหิตและการดูแลเท้าอย่างเหมาะสมก็สำคัญต่อผู้ป่วยเช่นกัน. เบาหวานชนิดที่ 1 ต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลิน. เบาหวานชนิดที่ 2 อาจรักษาด้วยยาพร้อมกับอินซูลินด้วยหรือไม่ก็ได้ อินซูลินและยากินบางชนิดสามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงได้ การผ่าตัดลดน้ำหนักในผู้ป่วยโรคอ้วนเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2เบาหวานระหว่างมีครรภ์โดยปกติหายได้เองหลังทารกคลอด

ไม่มีมาตรการป้องกันที่รู้จักกันดีสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1. เบาหวานชนิดที่ 2 มักจะสามารถป้องกันได้โดยการเป็นคนน้ำหนักปกติ, การออกกำลังกาย, และรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพต่อเนื่อง การเปลี่ยนอาหารที่รู้จักกันว่ามีประสิทธิภาพในการช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวานจะเป็นอาหารที่อุดมด้วยธัญพืชและเส้นใย, และเลือกไขมันที่ดีเช่นไขมันไม่อิ่มตัวหลายจุดที่พบในถั่ว, น้ำมันพืชและปลา การจำกัดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและการกินเนื้อแดงและแหล่งไขมันอิ่มตัวอื่นๆให้น้อยลงก็สามารถช่วยในการป้องกันโรคเบาหวานได้อีกด้วย การสูบบุหรี่ก็เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวาน ดังนั้นการเลิกสูบบุหรี่จะเป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญเช่นกัน
สมุนไพรไทยแก้เบาหวาน.jpg
การดูแลและป้องกันโรคเบาหวานขึ้นตานั้นทำได้ไม่ยาก หากเราใส่ใจกับการควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่วมกับการควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ความดันโลหิต ไขมันในเส้นเลือด โรคไต หรือการสูบบุหรี่ เป็นต้น ควรตรวจสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง และหากมีอาการผิดปกติ เช่น ตามัว มีเงาดำลอยไปมา ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

โรคเบาหวาน รักษาได้ด้วยวิถีธรรมชาติ ต้อนรับสุขภาพดีและลดน้ำตาลในเลือดได้ด้วยสมุนไพรสรรพคุณเลอค่า นอกจากจะรับประทานยารักษาโรคเบาหวานตามที่แพทย์สั่งแล้ว ผู้ป่วยหลาย ๆ คน ก็ยังเสาะหาวิธีควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อร่างกาย สมุนไพรลดน้ำตาล ซึ่งอีกหนทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจนั่นก็คือการรับประทานสมุนไพรรักษาเบาหวาน เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องโรคเบาหวานได้แล้วก็ยังได้ของแถมเป็นสุขภาพที่ดีอีกด้วย
มะระขี้นก.jpg
มะระขี้นก สมุนไพรไทยที่ขึ้นชื่อในเรื่องการลดระดับน้ำตาลในเลือด เรียกว่าเป็นสมุนไพรที่เป็นมิตรกับผู้ป่วยโรคเบาหวานอย่างแท้จริง ด้วยเพราะสารซาแรนติน (Charatin) ในผลมะระขี้นกที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ต้านอาการของโรคเบาหวาน และช่วยเพิ่มการหลั่งของอินซูลินจากตับอ่อน เพิ่มความทนทานต่อกลูโคสของร่างกาย และช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาล  นอกจากนี้มะระขี้นกยังช่วยยับยั้งเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดส  (Alpha-glucosidase) อันเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน ขณะที่การรับประทานมะระขี้นกเป็นประจำก็สามารถชะลอความผิดปกติของไต และความเสื่อมของเส้นประสาทในร่างกายจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงสะสมเป็นเวลานาน ไม่เพียงเท่านั้นยังชะลอการเกิดโรคต้อกระจกในผู้ป่วยเบาหวานด้วย นอกจากนี้มะระขี้นกยังมีคุณประโยชน์ดี ๆ ต่อร่างกายอีกมากมาย และสามารถนำมารับประทานได้แบบสด ๆ เป็นผักเคียงน้ำพริกได้เลย ดีแบบนี้ไม่หามาลองก็คงจะไม่ได้แล้วล่ะ
ชาอบเชย.jpg
อบเชย หรือชินนามอน (Cinnamon) เป็นสมุนไพรอีกชนิดที่มีสารสำคัญในการช่วยเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือดในกลุ่มผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เกี่ยวกับโรคเบาหวานและโรคที่เกี่ยวกับระบบหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย โดยแค่เพียงโรยผงอบเชยลงในอาหารที่รับประทานก็ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้แล้วล่ะค่ะ
ชาเขียว.jpg
ชาเขียว สารโพลีฟีนอลในชาเขียวเป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระอันทรงพลังที่ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลายเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกด้วย โดยสามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยส่งเสริมการทำงานของอินซูลิน แถมยังเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยในการลดน้ำหนัก แต่ก็ควรจะดื่มชาเขียวแท้ ๆ นะคะ แบบที่เติมน้ำตาลเยอะ ๆ นั้นเลี่ยงให้ไกลเลยโดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน ไม่งั้นอาจจะได้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาแทน

ขมิ้น.jpg
ขมิ้นชัน สมุนไพรที่ให้สีเหลืองสดใสนี้ นอกจากจะช่วยลดอาการอักเสบได้แล้วก็ยังสามารถชะลอการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ โดยพบว่าคนที่มีความเสี่ยงโรคเบาหวานหากรับประทานอาหารที่มีสารเคอร์คูมิน (Curcumin) ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในขมิ้นติดต่อกันเป็นประจำ_จะช่วยให้ความเสี่ยงโรคเบาหวานลดลง ทั้งนี้มีการสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นเพราะสารเคอร์คูมินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง จึงช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลายได้นั่นเอง
ผักเชียงดา.jpg
ผักเชียงดา สมุนไพรลดน้ำตาล อีกหนึ่งชนิดที่ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคเบาหวานแบบพื้นบ้านมานานนับพันปี นอกจากคุณประโยชน์ในการช่วยเสริมกำลังแล้ว ผักเชียงดายังสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยเจ้าผักชนิดนี้จะนำเอาน้ำตาลในร่างกายไปเผาผลาญมากขึ้น อีกทั้งยังเข้าไปฟื้นฟูเบต้าเซลล์ของตับอ่อนที่เสียหายจากการถูกน้ำตาลทำลาย ซึ่งเกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และ 2 ทั้งนี้ยังช่วยลดโอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน แถมยังเพิ่มการหลั่งอินซูลินได้อีกด้วยล่ะ ดีแบบนี้ขอบอกว่าผักเชียงดานั้นมีให้รับประทานง่าย ๆ แบบแคปซูลกันแล้ว ลองหามารับประทานกันได้ค่ะ
แห้ม.jpg
แห้ม  ลดน้ำตาล ความดัน ไขมัน  คุณประโยชน์ ลดเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ขับเหงื่อ ขับถ่ายดี ลดความอ้วน ละลายไขมันอุดตันในเส้นเลือด กระเพาะอาหาร ลำไส้เป็นแผล ช่วยขับสารพิษตกค้าง ปวดหลัง ปวดเอว กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทำให้สุขภาพแข็งแรง ต้านมะเร็ง ปรับปรุงภูมิคุ้มกัน ลดคอลเลสเตอรอล ยับยั้งการเกาะของเกล็ดเลือด ปกป้องเซลล์จากรังสี  แต่ในขณะเดียวกันต้องจัดช่วงเวลาในการรับประทานแห้มให้พอเหมาะ เช่น ช่วงเช้า ทุกวัน หรือช่วงเย็นทุกวัน เพราะแห้มจะช่วยระบายในส่วน ของการขับถ่าย (การถ่าย)  ทานแห้มเป็นประจำดี แต่พยายามควบคุม ถ้าไม่ควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือด จะลดลงมาก อันนี้ก็อันตรายเช่นกัน
บอระเพ็ด.jpg
บอระเพ็ด สมุนไพรลดน้ำตาล สมุนไพรข้างรั้วที่สามารถหาได้ทั่วไปมีสรรพคุณ ลดระดับน้ำตาลในเลือด กลไกในการออกฤทธิ์ของสารสกัดจากบอระเพ็ดพบว่าออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นการหลั่ง insulin ที่เบตาเซลล์ ทำให้เบตาเซลล์มีความไวต่อความเข้มข้นของ Ca2+ ภายนอกเซลล์ ส่งเสริมให้เกิดการสะสมของ Ca2+ ภายในเซลล์ และทำให้เกิดการหลั่งของ insulin โดยไม่รบกวนการดูดซึมของกลูโคสจากทางเดินอาหารและไม่รบกวนการนำกลูโคสเข้า peripheral cell (Noor and Ashcroft, 1998) อีกทั้งยังมีฤทธิ์ช่วยเจริญอาหาร เนื่องจากความขมของบอระเพ็ด จึงสามารถใช้เป็นยาที่ทำให้เจริญอาหารได้

แม้ว่าการใช้สมุนไพรจะช่วยรักษาอาการเบาหวานได้ แต่ก็อย่าลืมว่าสมุนไพรบางชนิดอาจส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้ ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัย หากคิดจะใช้สมุนไพรควบคู่กับการรักษาละก็ ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรก่อนจะดีที่สุดค่ะ
เวปไซต์>> thaiherbweb.com
Line ID>> @ THAIHERBWEB
เพสบุุ๊ค>>  https://www.facebook.com/ThaiHerbClub/
เบอร์โทร>> 0973199029, 0805842717, 021387031, 0863515214
EMAIL thaiherbweb@gmail.com


วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559

มะรุมแคปซูลสรรพคุณรักษาโรค

มะรุมแคปซูล สรรพคุณบำรุงร่างกายรักษาโรค

มะรุม เป็นผัก สมุนไพรพื้นบ้านของเรา มีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร, ยา และด้านอุตสาหกรรม โดยธรรมชาติแล้วมะรุมเป็นไม้ยืนต้นที่เติบโตได้เร็ว ทนความแห้งแล้ง สามารถปลูกได้ในเขตร้อน เนื่องจากการเจริญเติบโตจะดีในแถบเอเชียซึ่งมีอาการร้อน การเติบโตอาจสูงได้ถึง 4 m. และสามารถออกดอกในระยะเวลาปีแรกหลังจากที่ปลูก

สมุนไพรมะรุม ในภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Moringa และ มะรุม ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Moringa oleifera Lam มะรุมจะมีการเรียกต่างกันตามแต่ภูมิภาค เช่น ชาวอีสานเรียกกันอยู่สองอย่างคือ ผักอีฮุมและ บักฮุ้มชาวเหนือเรียกกันว่า บะค้อนก้อม
มะรุมมีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียบางประเทศ เช่น ศรีลังกา และอินเดีย นอกจากนี้ยังมีในทวีปแอฟริกา สามารถปลูกได้ง่าย เจริญเติบโตดี ได้ในดินทุกๆประเภท มีความต้องการน้ำ ความชื้นปานกลาง เราสามารถขยายพันธุ์มะรุมด้วยวิธีเพาะการเมล็ด และวิธีการปักชำ เวลาประมาณ 2 สัปดาห์หลังการปลูก ต้นมะรุมจะมีความสูงประมาณ 10-20 cm.

 ในตำรา ยาพื้นบ้านใช้ใบมะรุมพอกแผลช่วยห้ามเลือด ทำให้นอนหลับ เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ และช่วยแก้ไข้ ใช้ส่วนดอกและผลเป็นยาบำรุง ขับ ปัสสาวะ และแก้ไข้ ใช้ส่วนเมล็ดบดพอกแก้ปวดตามข้อ และแก้ไข้

การกินใบสดและใบแห้ง อย่างไหนจะให้ผลดีกว่ากัน
การกินใบสดดี แต่ไม่สามารถกินได้มาก เพราะใบสดจะขับสารพิษมากกว่า เช่น อาการท้องเสีย เป็นอาการที่เกิดจากการกินพืชและผลไม้สดทุกชนิด ส่วน ใบแห้งกินได้ในปริมาณมากกว่าถึง 10 เท่า ให้ร่างกายรับสารอาหารได้ใน จำนวนที่พอเพียง นักค้นคว้าและวิจัยจากหลายสถาบันเห็นพ้องต้องกันว่า ใบ มะรุมแคปซูลที่ผ่านกรรมวิธีการเก็บรักษาอย่างถูกต้องและถูกสุขลักษณะ สารอาหาร จะเสื่อมน้อยที่สุดและปลอดภัยมากที่สุด



มะรุม ในทางการแพทย์จะช่วยใช้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน ควบคุมภาวะความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย

  • ·       ใบ ใช้ถอนพิษไข้ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ แก้แผล ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับปัสสาวะ ป้องกันมะเร็ง ลดความดันโลหิต
  • ·       ยอดอ่อน ใช้ถอนพิษไข้
  • ·       ดอก ใช้แก้ไข้หัวลม เป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันมะเร็ง
  • ·       ฝัก แก้ไข้ ป้องกันมะเร็ง ลดความดันโลหิต
  • ·       เมล็ด เมล็ดปรุงเป็นยาแก้ไข้ แก้บวม แก้ปวดตามข้อ ป้องกันมะเร็ง นำเมล็ดมะรุมมาสกัดน้ำมันสามารถใช้ทำอาหาร รักษาโรคปวดตามข้อ โรคเก๊าท์ รักษาโรครูมาติซั่ม และรักษาโรคผิวหนัง  แก้ผิวแห้ง ใช้แทนยารักษาผิวให้ชุ่มชื้น  รักษาโรคอันเกิดจากเชื้อรา
  • ·       เนื้อในเมล็ดมะรุม ใช้แก้ไอได้ดี การรับประทานเนื้อในเมล็ด เป็นประจำสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้
  • ·       ราก รสเผ็ด หวาน ขม สรรพคุณ แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ รักษาโรคหัวใจ รักษาโรคไขข้อ (rheumatism)
  • ·       เปลือกลำต้น รสร้อน สรรพคุณขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อน ๆ แก้ลมอัมพาต ป้องกันมะเร็ง คุมกำเนิด เคี้ยวกินช่วยย่อยอาหาร
  • ·       ยาง (gum) ฆ่าเชื้อไทฟอยด์ ซิฟิลิส (syphilis) แก้ปวดฟัน earache, asthma

นอกจากนี้กากของเมล็ดกากที่เหลือจากการทำน้ำมัน สามารถนำมาใช้ในการกรอง หรือทำน้ำให้บริสุทธิ์เป็นน้ำดื่มได้ กากของเมล็ดมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นอย่างยิ่ง และยังสามารถนำมาทำปุ๋ยต่อได้อีกด้วย
สำหรับคุณค่าของมะรุม เราจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ คุณค่าทางโภชนาการ และคุณค่าทางอาหาร ซึ่งสาเหตุที่ต้องแบ่งออกเป็นสองประเภทเนื่องจาก การแบ่งประเภททางอาหารเราจะนำคุณค่าทางอาหารของมะรุมมาเทียบกับคุณค่าทางอาหารของนมและผักผลไม้ชนิดอื่นที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ

คุณค่าทางอาหาร
  • ·       วิตามินเอ(Vitamin A)ซึ่งมีส่วนช่วยในการบำรุงสายตามากกว่าแครอตถึง 4 เท่า
  • ·       วิตามินซี(Vitamin C)ซึ่งมีส่วนช่วยป้องกันโรคหวัด มากกว่าส้มถึง 7 เท่า
  • ·       แคลเซียม(Calcium)ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงกระดูกและฟัน มากกว่านมสด 4 เท่า
  • ·       โพแทสเซียม(Potassium)ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงสมองและระบบประสาทมากกว่ากล้วยถึง 3 เท่า
  • ·       โปรตีน(Protein) ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย มากกว่าโยเกิร์ต 2 เท่า
  • ·       นอกจากนี้น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะรุมมีองค์ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง


คุณประโยชน์ทางด้านอื่นๆนั้นก็มีอีกมากมาย ดังนี้

  • ·       ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอดได้เป็นอย่างดี
  • ·       ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้
  • ·       รักษาโรคความดันโลหิตสูง
  • ·       ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อ HIV นอกจากนี้ถ้ารับประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้งยังช่วยให้คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง
  • ·       ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะ ควบคุมได้[ต้องการอ้างอิง]
  • ·       ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็ง แต่ถ้าหากเป็นก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์แผนปัจจุบัน
  • ·       หากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง
  • ·       ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเกาต์ โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม
  • ·       รักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้น หากรับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์
  • ·       รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง ท้องเสีย ท้องผูก โรคพยาธิในลำไส้
  • ·       รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ
  • ·       เป็นยาปฏิชีวนะ




มะรุมแคปซูล กับความจริงอีกอย่างหนึ่งก็คือ มะรุมไม่ได้ปลอดภัยไปเสียทีเดียว เพราะในตัวของมะรุมเองนั้นก็มีพิษเหมือนกัน เนื่องจากมะรุมเป็นพืชในเขตร้อน สำหรับหญิงตั้งครรภ์หากรับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไปก็อาจจะทำให้แท้งบุตรได้ และยังรวมไปถึงผู้ป่วยโรคเลือดก็ไม่ควรรับประทานมะรุมเช่นกัน เพราะจะทำให้เม็ดเลือดแตกง่าย นอกจากนี้ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ก็ไม่ควรรับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไป เพราะมะรุมมีโปรตีนที่ค่อนข้างสูงมาก แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้ความว่ามันจะไม่ปลอดภัย เพราะคนไทยนิยมนำมาประกอบอาหารมานานมากแล้ว ซึ่งสำหรับผู้ที่คิดจะดูแลสุขภาพด้วยการหันไปซื้อมะรุมสกัดแคปซูลมารับประทานนั้น ก็ควรจะต้องระมัดระวังและควรเลือกซื้อมะรุมแคปซูลที่มี อย. ด้วย มะรุมแคปซูลซื้อได้ที่ไหน


มะรุม ในส่วนของใบมะรุมควรรับประทานใบสด ๆ ที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป และไม่ควรถูกความร้อนนานเกินไป เพื่อให้ได้ประโยชน์ของสารอาหารอย่างเต็มที่ ซึ่งการใช้ใบมาประกอบอาหารสิ่งที่ต้องระวังก็คือ ไม่ควรให้เด็กทารกในวัยเจริญเติบโตถึง 2 ขวบรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป เพราะใบมะรุมมีธาตุเหล็กสูง หรือเด็กที่อายุ 3-4 ขวบควรรับประทานแต่เพียงเล็กน้อย และไม่ว่าจะวัยไหนก็ตามไม่ควรรับประทานในปริมาณมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้ท้องเสียได้ (ไม่ได้เกิดกับทุกคน) ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย

เวปไซต์ thaiherbweb.com
Line ID  @THAIHERBWEB 
เพสบุุ๊ค  https://www.facebook.com/ThaiHerbClub/
เบอร์โทร 0973199029, 0805842717, 021387031, 0863515214

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ย่านาง,หญ้านาง

ย่านาง,หญ้านาง

ย่านางเป็นพืชสมุนไพรที่ใช้เป็นอาหารและเป็นยามาตั้งแต่นมนาน หมอ ยา โบราณ นับถือให้ย่านางเป็นยาอายุวัฒนะหมื่นปีแบบไม่มีแก่โดยเฉพาะสามารถรักษาโรคต่างๆได้ช่วยปรับสมดุลและฟื้นฟูเซลล์ต่างๆในร่างกายเนื่องจากไหนย่านางนั้นมีวิตามินคลอโรฟิลล์ที่มีคุณลักษณะดีเยี่ยม ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันพร้อมกับต่อต้านโรคต่างๆได้อย่างเยี่ยมยอด
ปัจจุบันนี้โรคไข้หวัดที่กำลังระบาดหนักอยู่ในเมืองไทยพร้อมทั้งทั่วโลกขณะนี้หากร่างกายสามารถเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงอยู่ตลอดเวลาก็สามารถนำพาชีวิตให้รอดพ้นจากโลกร้ายเหล่านี้ได้สรรพคุณพิเศษของย่านางที่มีผลดีต่อเนื้อตัวมนุษย์คือสามารถเสริมภูมิคุ้มกันให้กับกายได้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยสรรพคุณพิเศษนี้เองจึงช่วยลดการเจริญเติบโตของเซลล์ร้ายในร่างกายได้ โดยเฉพาะเซลล์มะเร็งที่กำลังคุกคามคนไทยอยู่ในขณะนี้
จากบทความหนังสือ"ย่านางสมุนไพรมหัศจรรย์" เขียนโดย ใจเพชร มีทรัพย์ นักวิชาการสาธารณสุขนักบำบัดสุขภาพทางเลือก ครูฝึกแพทย์แผนไทย ได้กล่าวถึงความมหัศจรรย์ของย่านางไว้มากมายว่าใบย่านางมีฤทธิ์เย็นแพทย์แผนโบราณใช้ใบย่านางช่วยปรับสมดุลบำบัดหรือว่าบรรเทาอาการอันเกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกินพบว่าใบย่านางเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้ในการอภิบาลคุ้มครองรักษาพร้อมกับฟื้นฟูเซลล์ร่างกายของคนในยุคนี้ทั้งนี้เพราะคนส่วนใหญ่จะมีภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกินไป อันเนื่องมาจากผู้คนส่วนใหญ่มีความเครียดสูง มักถูกบีบคั้นกดดันจากสภาพสังคมพร้อมด้วยเศรษฐกิจให้ต้องแก่งแย่งแข่งขันเร่งรีบเร่งร้อนสิ่งแวดล้อมถูกทำลายก็มีมลพิษ มากขึ้นต้นไม้ที่ให้ออกซิเจนร่มเย็น ให้ความชุ่มชื้นก็ถูกทำลายจนหลงเหลือน้อยโลกจึงร้อนขึ้นอาหารและเครื่องดื่มบนเปื้อนสารเคมีมากขึ้นตั้งแต่กระบวนการเริ่มผลิตทางการเกษตรที่ใช้สารเคมีกันอย่างมากมายจนถึงการประกอบอาหารผู้คนอยู่กับเครื่องไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเหตุปัจจัยหลัก ที่ทำให้คนเจ็บป่วยด้วยภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกินไป
ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องปรับวิถีการใช้ชีวิตใหม่ พยายามทำทั้งร่างกายและจิตใจให้อยู่ในภาวะสมดุลเนื่องด้วยหลีกเลี่ยงโรคภัยที่อาจจะมาเบียดเบียนเราได้โดยไม่รู้ตัว ย่านางเป็นไม้ที่พบในแหล่งธรรมชาติป่าทั่วไปที่มีความชุ่มชื้นบริเวณป่าผสมผลัดใบ ป่าดงดิบและป่าโปร่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมทั้งภาคอื่นๆก็มีกระจายทั่วไปย่านางเป็นต้นที่ขึ้นในดินทุกชนิดและปลูกได้ทุกฤดูขยายพันธุ์โดยการใช้หัวใต้ดินเผาแก่ที่ติดหัวปักชำยอดหรือการเพาะเมล็ดเป็นไม้ที่เพาะพันธุ์ง่ายโดยปลูกเป็นหลุมหรือยกร่องก็ได้

ประโยชน์ที่พบในย่านาง




อาการหรือโรคที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกินไปสามารถใช้ใบย่านางปรับสมดุลบำบัดหรือบรรเทาได้โดยเฉพาะโรคตาแดง ตาแห้งแสบตา ปวดตา ตามัว ขี้ตาข้นเหนียว หรือ ไม่ค่อยมีขี้ตา มีสิว มีฝ้า มีตุ่มแผลออกร้อนในช่องปากหรืออักเสบ นอนกรน ปากคอแห้ง ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย ผมหงอกก่อนวัย รูขุมขนขยายโดยเฉพาะบริเวณหน้าอกคอทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ไข้ขึ้นปวดหัวตัวร้อนครั่นเนื้อครั่นตัวมีเส้นเลือดขอดตามส่วนต่างๆของร่างกายเส้นเลือดฝอยแตกใต้ผิวหนังมีรอยจ้ำเขียวครั้งปวดบวมแดง ร้อนตามร่างกาย หรือตามข้อกล้ามเนื้อเกร็งค้าง กดเจ็บเป็นตะคริวบ่อยๆ ผิวหนังผิดปกติคล้ายรอยไหม้เกิดฝีหนองน้ำเหลืองเสียตามร่างกาย ท้องผูกอุจจาระแข็งหรือเป็นก้อนเล็กๆคล้ายขี้แพะ บางครั้งมีท้องเสีย แก้ปัสสาวะมีปริมาณน้อยสีเข้มปัสสาวะบ่อย ออกร้อนท้องแสบท้อง อ่อนเพลีย พร้อมด้วยหลับขณะเดินทาง โรคที่เกิดจากสมดุลแบบร้อนเกินไปได้แก่ โรคหัวใจ เป็นหวัดร้อนไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ ไทรอยด์เป็นพิษ เป็นริดสีดวงทวาร หอบหืด เป็นต้น การนำใบย่านางมาใช้รักษาโรคสามารถทำได้โดยการเพิ่มคลอโรฟิลล์ให้กับร่างกายคลอโรฟิลล์ในใบย่านาง จะช่วยคุ้มครองเซลล์ฟื้นฟูเซลล์กับสมดุลบำบัดไม่ก็บรรเทาอาการที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกินไปอย่างนี้

สารสำคัญที่พบในย่านางรากหญ้านาง มี รสจืดขมกระทุ้งพิษไข้ แก้ไข้ ปรุงยาแก้ไข้รากสาด ใข้กลับไข้ผิด ไข้ผิดสำแดงไข้เหลือ ไข้หัวสุกใส ฝีดาษ ไข้กาฬ รับประทานแก้พิษเบื่อเมาแก้เมาสุราแก้พิษภายในให้ตกสิ้น บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ แก้โรคหัวใจ ใช้ถอนพิษผิดสำแดง ท้องผูก แก้กำเดา แก้ลมส่วนสารสำคัญที่พบในรากย่านาง ได้แก่ ไอโซควิโนโลนอัลคาลอยด์ จากการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่าสารสกัดจากรากย่านางมีฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรียชนิดฟัลซิพารัมในหลอดทดลองได้  การใช้ค่าทางอาหาร  น้ำคั้นจากต้นและใบสามารถนำมาดื่มสด ประกอบอาหารต่างๆ เช่นซุปหน่อไม้ แกงหวาย แกงหน่อไม้

ทางยา เหง้า รากหญ้านางสามารถใช้แก้ไข้ได้ทุกชนิดโดยใช้ครั้งละ 1 กำมือหนัก 15 กรัมต้มน้ำดื่ม 3 ครั้งก่อนอาหาร

เวปไซต์ thaiherbweb.com
Line ID  @THAIHERBWEB
เพสบุุ๊ค  https://www.facebook.com/ThaiHerbClub/
เบอร์โทร 0973199029, 0805842717, 021387031, 0863515214