บทความที่ได้รับความนิยม

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

สมุนไพรรักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด Thaiherbweb

 

                                                                   เบาหวาน

 

#โรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรัง และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดปัญหากับ ฟันและเหงือก ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดแดง ท่านผู้อ่านสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆได้ โดยการปรับ อาหาร การออกกำลังกาย และยาให้เหมาะสม

โรคเบาหวานคืออะไร

อาหารที่รับประทานเข้าไปส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน เซลล์ในตับอ่อนชื่อเบต้าเซลล์ เป็นตัวสร้างอินซูลิน #อินซูลิน เป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอยู่เป็นเวลานานจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไตและระบบประสาท#สมุนไพรช่วยลดน้ำตาลในเลือด สำหรับใครที่สนใจจะทานสมุนไพรเพื่อรักษาเบาหวานก็ขอแนะนำว่าสมุนไพรเหล่านี้เป็นเพียงทางเลือกเสริม โดยเฉพาะในคนที่ทานยาแผนปัจจุบันแล้วยังไม่สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ลงมาอยู่ในค่าเป้าหมายได้ การติดตามผลน้ำตาลและโรคแทรกซ้อน โดยการไปพบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นค่ะรวมถึงการแจ้งแพทย์เกี่ยวกับสมุนไพรที่เราเลือกใช้เสริมเข้ามา เพราะแพทย์จะได้พิจารณาปรับยาให้ผู้ป่วยให้ได้อย่างเหมาะสมค่ะ

                                                                   มะระขี้นก

 

1.มะระขี้นก – มีผลกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ยับยั้งการสร้างกลูโคส ทำให้มีผลลดน้ำตาลในเลือดได้ วิธีใช้คือ คั้นน้ำจากผลสดมื้อละ 2-3 ผล โดยเอาเมล็ดในออก ใส่น้ำลงไปเล็กน้อย ปั่นคั้นเอาแต่น้ำดื่ม 3 เวลา ก่อนอาหาร หรือนำเนื้อมะระผลเล็ก(มีตัวยามาก) ผ่านำเมล็ดออก หั่นเนื้อมะระเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาชงกับน้ำเดือด (มะระ 1-2 ชิ้น ต่อน้ำ 1ถ้วย) ดื่มเป็นน้ำชา ครั้งละ 1-2 ถ้วย วันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร หรือกินในรูปแบบแคปซูลครั้งละ 500-1000 มิลลิกรัม วันละ 1-2 ครั้ง มะระขี้นก จะมีรสขมมากกว่ามะระจีน วิธีลดความขมของ #มะระขี้นก ทำได้ด้วยการต้มน้ำให้เดือดจัด ใส่เกลือประมาณหยิบมือ แล้วลวกมะระในน้ำเดือดสักครู่ จะทำให้ความขมลดลง มะระที่สุกแล้วจะมีสารซาโปนิน (Saponin) ในปริมาณมาก การรับประทานอาจทำให้มีอาการอาเจียน ท้องร่วงได้ ดังนั้นควรทานผลอ่อน ข้อควรระวังคือ คนท้อง เด็กและคนที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำไม่ควรกิน และควรรับประทานในปริมาณที่พอดี อย่าทำอะไรเกินเลย เพราะความขมจัดของมะระขี้นก อาจทำให้ตับทำงานหนักขึ้น

2.#ช้าพลู – มีงานวิจัยพบว่าน้ำช้าพลูลดน้ำตาลในเลือดของกระต่ายที่เป็นเบาหวานได้ แต่ไม่สามารถลดน้ำตาลในเลือดของกระต่ายปกติได้ วิธีใช้ นำช้าพลูทั้งต้นตลอดถึงราก 1 กำมือ พับเถาเป็น 3 ทบ ใช้ตอกไม้ไผ่มัดเป็น 3 เปลาะ ใส่หม้อต้มกับน้ำพอท่วม ต้มจากน้ำ 3 ส่วน เหลือ 1 ส่วน กินครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร

3.#ผักเชียงดา มีผลช่วยป้องกันการดูดซึมของน้ำตาล ฟื้นฟูเซลล์ตับอ่อนที่สร้างอินซูลิน และลดน้ำตาลในเลือดได้ วิธีใช้ให้ใช้ใบแห้งชงกินเป็นน้ำชา ครั้งละ 4 กรัม วันละ 2-3 ครั้ง หรือทานเป็นผักในมื้ออาหาร

4.ตำลึง – มีการใช้เป็นยารักษาเบาหวานมานานนับพันปี จากการทบทวนผลการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของทีมนักวิชาการจาก Harvard Medical School พบว่าตำลึงและโสม มีหลักฐานสนับสนุนประสิทธิผลที่ดีที่สุดจากการที่มีการออกแบบการทดลองได้อย่างเหมาะสม ตำลึงแสดงผลการลดน้ำตาลทั้งในสัตว์ทดลองและในคน ตำลึงให้ผลลดน้ำตาลทั้งส่วนที่เป็นใบ ราก ผล โดยใช้เถาแก่ๆ ประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ หรือน้ำคั้นจากผลดิบ ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น

5.ตดหมูตดหมา - แม้ว่าชื่ออาจจะแปลกไปสักนิด แต่สรรพคุณในการลดระดับน้ำตาลในเลือดนั้นไม่มีบกพร่องเลยแม้แต่น้อยโดยมีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดของใบตดหมูตดหมาสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยการเพิ่มการหลั่งของอินซูลินในร่างกาย อีกทั้งสมุนไพรชนิดนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกเพียบ และลดไขมันในเลือดได้ ขณะที่สรรพคุณทางยาพื้นบ้านก็ยังมีอีกไม่น้อย ไม่ว่าจะช่วยล้างพิษ แก้ท้องอืด ท้องผูก ถ่ายพยาธิ แก้อ่อนเพลีย ตกเลือด หรือแม้แต่แก้ปวดเมื่อยก็ช่วยได้เช่นกัน เป็นสมุนไพรพื้นบ้านไทยที่นำมาใช้แล้วไม่ผิดหวัง

 

6.อบเชย - #อบเชย หรือชินนามอน (Cinnamon) เป็นสมุนไพรอีกชนิดที่มีสารสำคัญในการช่วยเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับ#คอเลสเตอรอลในเลือดในกลุ่มผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เกี่ยวกับโรคเบาหวานและโรคที่เกี่ยวกับระบบหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย โดยแค่เพียงโรยผงอบเชยลงในอาหารที่รับประทานก็ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้แล้วล่ะค่ะ

7.เห็ดหลินจือ - อีกหนึ่งสุดยอดสมุนไพรจีนล้ำค่าที่อุดมไปด้วยสรรพคุณทางยา ไม่เพียงแต่มีประโยชน์ในการรักษาโรคมะเร็งเท่านั้น แต่ยังมีคุณกับผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกด้วย เนื่องจากใน #เห็ดหลินจือ มีสารในกลุ่มโพลีแซ็กคาไรด์(Polysaccharide) ซึ่งที่มีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน อีกทั้งยังช่วยให้น้ำตาลที่อยู่ในเลือดถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานให้แก่ร่างกาย และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง

8.บอระเพ็ด - สมุนไพรรสชาติขม อีกชนิดที่อยากให้คุณได้ลอง เพราะเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่อยู่ในตำรับยาไทย ช่วยบำรุงหัวใจ ลดไข้ และช่วยให้เจริญอาหาร ที่สำคัญมีการศึกษาแล้วว่า#บอระเพ็ด มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยไม่พบผลข้างเคียงอันตรายใด ๆ อีกด้วย ทว่าอาจจะรับประทานยากเพราะขม แต่อย่าลืมนะว่าหวานเป็นลมขมเป็นยา

9.มะเขือพวง- #มะเขือพวง ที่คนไทยนิยมใส่ลงในอาหารไทยหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นแกงเขียวหวาน พะแนง หรือในน้ำพริกต่าง ๆ นอกจากสรรพคุณทางยาพื้นบ้านของไทยแล้ว มะเขือพวงก็ยังสามารถช่วยลดรับระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วยโดยมีการศึกษากับหนูทดลองพบว่า น้ำมะเขือพวงสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ขณะที่สรรพคุณในการช่วยย่อยอาหารก็เด่นไม่เป็นรองใคร หากคราวหน้าเจอมะเขือพวงในอาหารอย่าเขี่ยทิ้งล่ะ

10.ชาเขียว - #ชาเขียว สารโพลีฟีนอลในชาเขียวเป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระอันทรงพลังที่ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลายเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกด้วย โดยสามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด #ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยส่งเสริมการทำงานของอินซูลิน แถมยังเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยในการลดน้ำหนัก แต่ก็ควรจะดื่มชาเขียวแท้ ๆ นะคะ แบบที่เติมน้ำตาลเยอะ ๆ นั้นเลี่ยงให้ไกลเลยโดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน ไม่งั้นอาจจะได้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาแทน

                                              

 

                          กระเทียม

11.กระเทียม- สารอัลซิลิน (allicin) ที่มีใน #กระเทียม นอกจากจะมีสรรพคุณลด#ความดันโลหิตและลดไขมันในเลือดได้แล้ว ก็ยังมีฤทธิ์ต่อต้านโรคเบาหวาน อีกทั้งมีการศึกษาพบว่าเอทานอลที่อยู่ในกระเทียมสามารถ#ลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยเพิ่มการหลั่งของอินซูลินได้ ซึ่งถ้าอยากให้ได้ประโยชน์จากกระเทียมแบบเน้น ๆ อย่างนี้ก็ควรจะรับประทานกระเทียมแบบสด ๆ เพราะกระเที่ยมที่ผ่านความร้อนแล้วจะมีคุณค่าทางโภชนาการน้อยกว่ากระเทียมสดค่ะ

12.ว่านหางจระเข้- ไม่เพียงแต่ช่วยลดการบวม อาการอักเสบ และช่วยสมานแผลได้เท่านั้น แต่ว่านหางจระเข้ยังเป็นสมุนไพรที่เหมาะจะใช้กับผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกด้วย เพราะมีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าน้ำของว่านหางจระเข้สามารถช่วย#ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ทั้งนี้ก็ยังช่วยลดระดับ#ไขมันในเลือด และสรรพคุณพื้นฐานของว่านหางจระเข้ที่ช่วยลดอาการบวมและรักษาแผลก็ยังสามารถใช้กับผู้ป่วยเบาหวานได้ด้วย เพราะผู้ป่วยเบาหวานที่เกิดบาดแผลมักจะมีปัญหาแผลหายช้าทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย 

                  ขมิ้นชัน

15.กระเจี๊ยบเขียว - พืชพื้นเมืองของเอธิโอเปียที่เป็นหนึ่งในผักเคียงในจานน้ำพริกของคนไทยอย่างกระเจี๊ยบเขียว เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และคุณค่าทางโภชนาการสูงลิบ อีกทั้งยังมีสรรพคุณช่วยลดน้ำตาลในเลือดเนื่องจากกระเจี๊ยบเขียวมีไฟเบอร์สูง โดยเฉพาะไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้สามารถช่วยลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลและน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายได้ นอกจากนี้ยังหารับประทานไม่ยากเลยล่ะค่ะ

16.โสม - ด้วยสรรพคุณอันน่าอัศจรรย์อย่างการเพิ่มภูมิคุ้มกัน และต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ทำให้ #โสม เป็นสมุนไพรที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นสมุนไพรล้ำค่า โดยมีการค้นพบว่าการรับประทานโสมสามารถช่วยชะลอการดูดซึมของคาร์โบไฮเดรต และเพิ่มการทำงานของเซลล์ ช่วยให้เซลล์สามารถดึงเอากลูโคสไปใช้งานได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มการหลั่งของอินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง 15-20% เลยทีเดียว

17.ผักเชียงดา - สมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคเบาหวานแบบพื้นบ้านมานานนับพันปี นอกจากคุณประโยชน์ในการช่วยเสริมกำลังแล้ว ผักเชียงดายังสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยเจ้าผักชนิดนี้จะนำเอาน้ำตาลในร่างกายไปเผาผลาญมากขึ้น อีกทั้งยังเข้าไปฟื้นฟูเบต้าเซลล์ของตับอ่อนที่เสียหายจากการถูกน้ำตาลทำลาย ซึ่งเกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และ 2 ทั้งนี้ยังช่วยลดโอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน แถมยังเพิ่มการหลั่งอินซูลินได้อีกด้วยล่ะ ดีแบบนี้ขอบอกว่าผักเชียงดานั้นมีให้รับประทานง่าย ๆ แบบแคปซูลกันแล้ว ลองหามารับประทานกันได้ค่ะแม้ว่าการใช้สมุนไพรจะช่วยรักษาอาการเบาหวานได้ แต่ก็อย่าลืมว่าสมุนไพรบางชนิดอาจส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัย หากคิดจะใช้สมุนไพรควบคู่กับการรักษาละก็ ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรก่อนจะดีที่สุดค่ะ

 

 


เครดิต : http://www.thaiherbweb.com/product-type/1985/เบาหวาน.html

กระชายดำแคปซูล แก้ปวดเมือย บำรุงร่างกาย บำรุงเพศชาย

กระชายดำ

#กระชายดำ

 กระชายดำ นอกจากจะมีสรรพคุณทางยามากมายแล้ว ยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้ด้วย ทำให้กระชายดำ เป็นที่ต้องการในตลาดทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ เรามาทำความรู้จักกับเจ้ากระชายดำ สมุนไพรยอดนิยมนี้กัน
ชื่อสามัญ :Belamcandachimensis
ชื่อวิทยาศาสตร์ :KaempferiaparvifloraWall.Ex Baker
ชื่อวงศ์ : ZINGIBERACEAE
ชื่ออื่นๆ :ว่านกระชายดำ กระชายม่วง ว่านเพชรดำ กระชายเลือด

#กระชายดำมีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียใต้ พบมากในเขตป่าและภูเขาของประเทศไทยและประเทศลาว ปัจจุบันในประเทศไทยมีการปลูกกระชายดำกระจายทั่วไป แต่จะปลูกมากในพื้นที่จังหวัดเลย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก
กระชายดำจัดอยู่ในประเภทพืชสมุนไพร ได้มีการนำมาใช้เป็นส่วนผสมของสูตรยาสมุนไพรนานแล้ว โดยเฉพาะยารักษาโรคต่างๆ และยาชูกำลังหรือยาบำรุงสมรรถภาพทางเพศ แต่จะเก็บไว้เป็นความลับเฉพาะตัวบุคคล ไม่เผยแพร่ให้รู้จัก ในอดีตจึงไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก แต่ในปัจจุบันได้รู้จักกระชายดำกันโดยทั่วไปแล้ว และได้รับฉายาว่าเป็น “#โสมไทย

ลักษณะทั่วไป

กระชายดำจัดอยู่ในกลุ่มพืชล้มลุก อายุหลายปี ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของกระชายดำ ดังนี้

ลำต้นเทียม อยู่เหนือดินลักษณะกลมแบน โตเต็มที่สูงประมาณ 30 เซนติเมตร ส่วนของแกนกลางลำต้นจะมีลักษณะแข็ง มีกาบใบที่อวบหนานุ่มหุ้มแกนลำต้นไว้ ลักษณะโดยรวมจะอวบอุ้มน้ำ
ใบ เป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ออกเรียงสลับกันเป็นรูปกรวย ใบเป็นรูปรีแกมรูปไข่ ใบอ่อนมีสีเข้มม่วงอมแดง และสีจะค่อยๆจางไปเป็นสีเขียวเมื่อโตขึ้นและใบใหญ่ขึ้น กาบใบมีสีแดงจางๆ ก้านใบยาวเป็นร่องปลายใบแหลม ขอบใบเรียบมีสีม่วงแดง ใบมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
เหง้าหรือหัว หัวหรือเหง้ากระชายดำที่ดีจะมีลักษณะผิวเรียบมันเปลือกบาง สีน้ำตาลคล้ำ มีข้อเป็นวงใหญ่จำนวนมาก ส่วนสีของเนื้อกระชายดำที่มีคุณภาพดีจะมีสีม่วงถึงม่วงเข้มหรือม่วงดำ เนื้อค่อนข้างละเอียด เส้นใยน้อย มีกลิ่นเฉพาะตัว และหัวสดจะยางสีขาวขุ่นด้วย
ราก รากกระชายดำมีลักษณะเป็นเส้นยาวคดเคี้ยว กระชายดำที่ปลูกในพื้นที่อุดมสมบูรณ์เมื่อลงหัวแก่รากจะสร้างปมขึ้นมาเป็นที่สะสม อาหารเพื่อนำไปเลี้ยงหัว ลักษณะปมจะเป็นรูปวงรีสีขาวนวล เนื้อในละเอียดและอวบน้ำ เรียกส่วนนี้ว่า “รากน้ำนม
ดอก ออกดอกเป็นช่อ โดยจะแทงช่อออกมาระหว่างก้านใบ ดอกมีสีขาวอมชมพู ริมปากดอกสีขาว เส้าเกสรสีม่วง เกสรสีเหลือง แต่ละดอกจะมีใบประดับ 2 ใบสีขาวอมเขียวหรือแดงอมม่วง โคนดอกเชื่อมติดกันเป็นช่อยาว ปลายดอกแยกออกจากกันเป็น 3 กลีบ
ผล มีขนาดเล็ก มีเมล็ดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดของผล ผลเป็นแบบผลแห้ง เมื่อแก่แล้วไม่แตก

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

เชื่อกันว่ากระชายดำที่มีคุณภาพจะต้องปลูกบนพื้นที่ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 500-700 เมตร เจริญเติบโตและลงหัวได้ดีในดินร่วนปนทรายที่อุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบน้ำขัง ชอบสภาพแดดร่มรำไร จึงนิยมปลูกกระชายดำระหว่างแถวของไม้ยืนต้น ต้องการความชื้นในอากาศสูง

การปลูก

การปลูกด้วยเหง้าหรือหัวเป็นวิธีที่นิยมกันมาก เพราะต้นขึ้นง่ายได้ผลเร็ว โดยใช้หัวแก่จัดอายุ 11-12 เดือน มาแบ่งเหง้าหรือหัวลงปลูกปัจจุบันสามารถปลูกกระชายดำได้ตลอดทั้งปี แต่ถ้าปลูกนอกฤดูจะต้องดูแลรักษามากขึ้น
การปลูกในที่ร่มเงาหรือปลูกแซมพืชอื่น ไถพรวนดิน แล้วขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 1 หน้าจอบ ระยะห่างระหว่างหลุมประมาณ 10-20 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมและคลุกเคล้าให้เข้ากัน
จากนั้นใช้หัวกระชายดำที่กำลังแตกหน่อ แบ่งข้อออก หรือใช้เพียงข้อเดียวก็เพียงพอ หรือจะใช้ทั้งหัวเลยก็ได้ แต่จะเป็นการสิ้นเปลืองพันธุ์ นำเหง้าพันธุ์ที่แบ่งเป็นชิ้นๆวางลงในหลุม แล้วกลบดินพอมิดและรดน้ำให้ชุ่ม

การปลูกในที่โล่งแจ้ง ไถพรวนดินตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นหากดินยังไม่ละเอียดพอ ให้ทำการไถพรวนย่อยดินอีกครั้ง แล้วขุดหลุมปลูกเป็นแถว หลุมลึกประมาณ 1 หน้าจอบ ใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมประมาณ 1 กำมือ จากนั้นใช้หัวหรือเหง้าวางปลูกในหลุมแล้วกลบดินพอมิดและรดน้ำให้ชุ่ม หากปลูกแบบยกร่องระยะการปลูกสามารถปลูกให้ถี่ขึ้นได้
การดูแลรักษา หลังจากปลูกหากฝนไม่ตกให้รดน้ำพอชุ่มแต่ไม่แฉะ อย่าให้น้ำขัง หลังจากกระชายดำเจริญเติบโตจนมีใบ 2-3 ใบขึ้นไป ให้กำจัดวัชพืชพรวนดิน และใส่ปุ๋ยคอกประมาณหลุมละ 1 กำมือ หรือใช้ปุ๋ยชีวภาพฉีดพ่นก็ได้ หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน กระชายดำก็จะเริ่มออกดอก จึงกำจัดวัชพืชพร้อมทั้งใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยชีวภาพอีกครั้ง จนกระทั่งเมื่อกระชายดำแก่จัดหรืออายุได้ประมาณ 8-9 เดือน จึงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

สำหรับสิ่งที่ควรระวังเป็นพิเศษในการปลูกกระชายดำ ได้แก่

1.ไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมีในการปลูกกระชายดำโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้หน่อที่เกิดใหม่ยาวและสีของหัวกระชายดำไม่ดำ ทำให้คุณภาพเปลี่ยนไป และที่สำคัญคือ เคมีจะทำให้คุณค่าของตัวยาสมุนไพรลดน้อยลงไป หรืออาจทำให้สารเคมีตกค้างในหัวกระชายดำได้ด้วย
2.ไม่ควรฉีดพ่นสารเคมีฆ่าแมลงหรือยาฆ่าหญ้า เพราะอาจทำให้สารเคมีเหล่านี้เข้าไปสะสมในหัวของกระชายดำได้
3.หลีกเลี่ยงการปลูกกระชายดำใกล้กับพืชสมุนไพรในตระกูลเดียวกัน เพราะอาจเกิดการผสมเกสร ทำให้กลายพันธุ์หรืออาจทำให้สรรพคุณเปลี่ยนไปจากเดิมได้

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

หลังจากปลูกประมาณ 8-9 เดือน กระชายดำจะเริ่มแก่ ซึ่งตัวยาจะย้ายลงไปสะสมอยู่ที่หัว โดยสังเกตจากใบคู่แรกจะเริ่มเหี่ยวแห้งและตกลงพื้น แต่ทางที่ดีควรจะรอจนใบแห้งทั้งหมดและต้นล้มจึงขุดหัวขึ้นมา
วิธีการเก็บเกี่ยว โดยขุดหัวขึ้นมาแล้วสลัดดินออก จากนั้นนำไปล้างน้ำเอาดินออกให้หมด แล้วจึงตัดรากที่ติดอยู่กับหัวออกแยกไปเก็บไว้ต่างหาก ซึ่งสามารถนำรากไปทำยาหรือขายได้เช่นกัน หลังจากล้างสะอาดดีแล้วให้นำไปใส่ในตะแกรงหรือกระด้ง แล้วผึ่งแดดไว้ประมาณ 2 วัน หรือเมื่อสังเกตว่าแห้งดีแล้ว จากนั้นนำไปผึ่งลมไว้ประมาณ 3 วัน แล้วจึงนำไปบรรจุขายหรือแปรรูป

http://s33.postimg.org/aycrr4bxr/image.jpg

กระชายดำมีรสฝาดเย็น กลิ่นหอมฉุน มีสรรพคุณมากมาย ได้แก่ #เป็นยาบำรุงหัวใจ #บำรุงกำลัง เป็นอายุวัฒนะ ช่วยให้โลหิตหมุนเวียนดี กระชายดำสกัด.html">#ขยายหลอดเลือด #แก้ใจสั่นหวิว รักษาแผลสด #แก้โรคในท้อง เช่น ปวดท้อง จุดเสียด ปวดมวนในท้อง แก้บิดมูกเลือด แก้ท้องเดิน รักษาลำไส้ใหญ่อักเสบ
แก้โรคในปาก เช่น ปากเปื่อย ปากแตก แก้โรคซางในเด็ก #แก้โรคตาเจ็บ ตาแดง #แก้เบาหวาน แก้ไข้ #แก้ปวดเมื่อย ตามร่างกาย แก้ช้ำใน ขับปัสสาวะ ขับลม

ปัจจุบันกระชายดำนอกจากจะใช้ประกอบเป็นตัวยาโดยตรงแล้วยังนำไปบดเป็นผง บรรจุซองชงน้ำเย็น ดื่มบำรุงสุขภาพ ใช้ดองดื่มเพื่อให้เกิดความกระชุ่มกระชวย ทำลูกอม และที่นิยมที่สุดคือ ทำไวน์กระชายดำ   http://goo.gl/Ub8KGA

 



เครดิต : http://www.thaiherbweb.com/product-type/3299/กระชายดำสกัด.html

กระชายดำแคปซูล แก้ปวดเมือย บำรุงร่างกาย บำรุงเพศชาย

กระชายดำ

#กระชายดำ

 กระชายดำ นอกจากจะมีสรรพคุณทางยามากมายแล้ว ยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้ด้วย ทำให้กระชายดำ เป็นที่ต้องการในตลาดทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ เรามาทำความรู้จักกับเจ้ากระชายดำ สมุนไพรยอดนิยมนี้กัน
ชื่อสามัญ :Belamcandachimensis
ชื่อวิทยาศาสตร์ :KaempferiaparvifloraWall.Ex Baker
ชื่อวงศ์ : ZINGIBERACEAE
ชื่ออื่นๆ :ว่านกระชายดำ กระชายม่วง ว่านเพชรดำ กระชายเลือด

กระชายดำสกัด.html">#กระชายดำมีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียใต้ พบมากในเขตป่าและภูเขาของประเทศไทยและประเทศลาว ปัจจุบันในประเทศไทยมีการปลูกกระชายดำกระจายทั่วไป แต่จะปลูกมากในพื้นที่จังหวัดเลย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก
กระชายดำจัดอยู่ในประเภทพืชสมุนไพร ได้มีการนำมาใช้เป็นส่วนผสมของสูตรยาสมุนไพรนานแล้ว โดยเฉพาะยารักษาโรคต่างๆ และยาชูกำลังหรือยาบำรุงสมรรถภาพทางเพศ แต่จะเก็บไว้เป็นความลับเฉพาะตัวบุคคล ไม่เผยแพร่ให้รู้จัก ในอดีตจึงไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก แต่ในปัจจุบันได้รู้จักกระชายดำกันโดยทั่วไปแล้ว และได้รับฉายาว่าเป็น “#โสมไทย

ลักษณะทั่วไป

กระชายดำจัดอยู่ในกลุ่มพืชล้มลุก อายุหลายปี ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของกระชายดำ ดังนี้

ลำต้นเทียม อยู่เหนือดินลักษณะกลมแบน โตเต็มที่สูงประมาณ 30 เซนติเมตร ส่วนของแกนกลางลำต้นจะมีลักษณะแข็ง มีกาบใบที่อวบหนานุ่มหุ้มแกนลำต้นไว้ ลักษณะโดยรวมจะอวบอุ้มน้ำ
ใบ เป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ออกเรียงสลับกันเป็นรูปกรวย ใบเป็นรูปรีแกมรูปไข่ ใบอ่อนมีสีเข้มม่วงอมแดง และสีจะค่อยๆจางไปเป็นสีเขียวเมื่อโตขึ้นและใบใหญ่ขึ้น กาบใบมีสีแดงจางๆ ก้านใบยาวเป็นร่องปลายใบแหลม ขอบใบเรียบมีสีม่วงแดง ใบมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
เหง้าหรือหัว หัวหรือเหง้ากระชายดำที่ดีจะมีลักษณะผิวเรียบมันเปลือกบาง สีน้ำตาลคล้ำ มีข้อเป็นวงใหญ่จำนวนมาก ส่วนสีของเนื้อกระชายดำที่มีคุณภาพดีจะมีสีม่วงถึงม่วงเข้มหรือม่วงดำ เนื้อค่อนข้างละเอียด เส้นใยน้อย มีกลิ่นเฉพาะตัว และหัวสดจะยางสีขาวขุ่นด้วย
ราก รากกระชายดำมีลักษณะเป็นเส้นยาวคดเคี้ยว กระชายดำที่ปลูกในพื้นที่อุดมสมบูรณ์เมื่อลงหัวแก่รากจะสร้างปมขึ้นมาเป็นที่สะสม อาหารเพื่อนำไปเลี้ยงหัว ลักษณะปมจะเป็นรูปวงรีสีขาวนวล เนื้อในละเอียดและอวบน้ำ เรียกส่วนนี้ว่า “รากน้ำนม
ดอก ออกดอกเป็นช่อ โดยจะแทงช่อออกมาระหว่างก้านใบ ดอกมีสีขาวอมชมพู ริมปากดอกสีขาว เส้าเกสรสีม่วง เกสรสีเหลือง แต่ละดอกจะมีใบประดับ 2 ใบสีขาวอมเขียวหรือแดงอมม่วง โคนดอกเชื่อมติดกันเป็นช่อยาว ปลายดอกแยกออกจากกันเป็น 3 กลีบ
ผล มีขนาดเล็ก มีเมล็ดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดของผล ผลเป็นแบบผลแห้ง เมื่อแก่แล้วไม่แตก

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

เชื่อกันว่ากระชายดำที่มีคุณภาพจะต้องปลูกบนพื้นที่ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 500-700 เมตร เจริญเติบโตและลงหัวได้ดีในดินร่วนปนทรายที่อุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบน้ำขัง ชอบสภาพแดดร่มรำไร จึงนิยมปลูกกระชายดำระหว่างแถวของไม้ยืนต้น ต้องการความชื้นในอากาศสูง

การปลูก

การปลูกด้วยเหง้าหรือหัวเป็นวิธีที่นิยมกันมาก เพราะต้นขึ้นง่ายได้ผลเร็ว โดยใช้หัวแก่จัดอายุ 11-12 เดือน มาแบ่งเหง้าหรือหัวลงปลูกปัจจุบันสามารถปลูกกระชายดำได้ตลอดทั้งปี แต่ถ้าปลูกนอกฤดูจะต้องดูแลรักษามากขึ้น
การปลูกในที่ร่มเงาหรือปลูกแซมพืชอื่น ไถพรวนดิน แล้วขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 1 หน้าจอบ ระยะห่างระหว่างหลุมประมาณ 10-20 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมและคลุกเคล้าให้เข้ากัน
จากนั้นใช้หัวกระชายดำที่กำลังแตกหน่อ แบ่งข้อออก หรือใช้เพียงข้อเดียวก็เพียงพอ หรือจะใช้ทั้งหัวเลยก็ได้ แต่จะเป็นการสิ้นเปลืองพันธุ์ นำเหง้าพันธุ์ที่แบ่งเป็นชิ้นๆวางลงในหลุม แล้วกลบดินพอมิดและรดน้ำให้ชุ่ม

การปลูกในที่โล่งแจ้ง ไถพรวนดินตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นหากดินยังไม่ละเอียดพอ ให้ทำการไถพรวนย่อยดินอีกครั้ง แล้วขุดหลุมปลูกเป็นแถว หลุมลึกประมาณ 1 หน้าจอบ ใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมประมาณ 1 กำมือ จากนั้นใช้หัวหรือเหง้าวางปลูกในหลุมแล้วกลบดินพอมิดและรดน้ำให้ชุ่ม หากปลูกแบบยกร่องระยะการปลูกสามารถปลูกให้ถี่ขึ้นได้
การดูแลรักษา หลังจากปลูกหากฝนไม่ตกให้รดน้ำพอชุ่มแต่ไม่แฉะ อย่าให้น้ำขัง หลังจากกระชายดำเจริญเติบโตจนมีใบ 2-3 ใบขึ้นไป ให้กำจัดวัชพืชพรวนดิน และใส่ปุ๋ยคอกประมาณหลุมละ 1 กำมือ หรือใช้ปุ๋ยชีวภาพฉีดพ่นก็ได้ หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน กระชายดำก็จะเริ่มออกดอก จึงกำจัดวัชพืชพร้อมทั้งใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยชีวภาพอีกครั้ง จนกระทั่งเมื่อกระชายดำแก่จัดหรืออายุได้ประมาณ 8-9 เดือน จึงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

สำหรับสิ่งที่ควรระวังเป็นพิเศษในการปลูกกระชายดำ ได้แก่

1.ไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมีในการปลูกกระชายดำโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้หน่อที่เกิดใหม่ยาวและสีของหัวกระชายดำไม่ดำ ทำให้คุณภาพเปลี่ยนไป และที่สำคัญคือ เคมีจะทำให้คุณค่าของตัวยาสมุนไพรลดน้อยลงไป หรืออาจทำให้สารเคมีตกค้างในหัวกระชายดำได้ด้วย
2.ไม่ควรฉีดพ่นสารเคมีฆ่าแมลงหรือยาฆ่าหญ้า เพราะอาจทำให้สารเคมีเหล่านี้เข้าไปสะสมในหัวของกระชายดำได้
3.หลีกเลี่ยงการปลูกกระชายดำใกล้กับพืชสมุนไพรในตระกูลเดียวกัน เพราะอาจเกิดการผสมเกสร ทำให้กลายพันธุ์หรืออาจทำให้สรรพคุณเปลี่ยนไปจากเดิมได้

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

หลังจากปลูกประมาณ 8-9 เดือน กระชายดำจะเริ่มแก่ ซึ่งตัวยาจะย้ายลงไปสะสมอยู่ที่หัว โดยสังเกตจากใบคู่แรกจะเริ่มเหี่ยวแห้งและตกลงพื้น แต่ทางที่ดีควรจะรอจนใบแห้งทั้งหมดและต้นล้มจึงขุดหัวขึ้นมา
วิธีการเก็บเกี่ยว โดยขุดหัวขึ้นมาแล้วสลัดดินออก จากนั้นนำไปล้างน้ำเอาดินออกให้หมด แล้วจึงตัดรากที่ติดอยู่กับหัวออกแยกไปเก็บไว้ต่างหาก ซึ่งสามารถนำรากไปทำยาหรือขายได้เช่นกัน หลังจากล้างสะอาดดีแล้วให้นำไปใส่ในตะแกรงหรือกระด้ง แล้วผึ่งแดดไว้ประมาณ 2 วัน หรือเมื่อสังเกตว่าแห้งดีแล้ว จากนั้นนำไปผึ่งลมไว้ประมาณ 3 วัน แล้วจึงนำไปบรรจุขายหรือแปรรูป

http://s33.postimg.org/aycrr4bxr/image.jpg

กระชายดำมีรสฝาดเย็น กลิ่นหอมฉุน มีสรรพคุณมากมาย ได้แก่ #เป็นยาบำรุงหัวใจ #บำรุงกำลัง เป็นอายุวัฒนะ ช่วยให้โลหิตหมุนเวียนดี #ขยายหลอดเลือด #แก้ใจสั่นหวิว รักษาแผลสด #แก้โรคในท้อง เช่น ปวดท้อง จุดเสียด ปวดมวนในท้อง แก้บิดมูกเลือด แก้ท้องเดิน รักษาลำไส้ใหญ่อักเสบ
แก้โรคในปาก เช่น ปากเปื่อย ปากแตก แก้โรคซางในเด็ก #แก้โรคตาเจ็บ ตาแดง #แก้เบาหวาน แก้ไข้ #แก้ปวดเมื่อย ตามร่างกาย แก้ช้ำใน ขับปัสสาวะ ขับลม

ปัจจุบันกระชายดำนอกจากจะใช้ประกอบเป็นตัวยาโดยตรงแล้วยังนำไปบดเป็นผง บรรจุซองชงน้ำเย็น ดื่มบำรุงสุขภาพ ใช้ดองดื่มเพื่อให้เกิดความกระชุ่มกระชวย ทำลูกอม และที่นิยมที่สุดคือ ทำไวน์กระชายดำ   http://goo.gl/Ub8KGA

 

คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : โรคอีดี

ที่มา : http://www.thaiherbweb.com/product-type/3299/กระชายดำสกัด.html

กระชายดำแคปซูล แก้ปวดเมือย บำรุงร่างกาย บำรุงเพศชาย

กระชายดำ

#กระชายดำ

 กระชายดำ นอกจากจะมีสรรพคุณทางยามากมายแล้ว ยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้ด้วย ทำให้กระชายดำ เป็นที่ต้องการในตลาดทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ เรามาทำความรู้จักกับเจ้ากระชายดำ สมุนไพรยอดนิยมนี้กัน
ชื่อสามัญ :Belamcandachimensis
ชื่อวิทยาศาสตร์ :KaempferiaparvifloraWall.Ex Baker
ชื่อวงศ์ : ZINGIBERACEAE
ชื่ออื่นๆ :ว่านกระชายดำ กระชายม่วง ว่านเพชรดำ กระชายเลือด

#กระชายดำมีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียใต้ พบมากในเขตป่าและภูเขาของประเทศไทยและประเทศลาว ปัจจุบันในประเทศไทยมีการปลูกกระชายดำกระจายทั่วไป แต่จะปลูกมากในพื้นที่จังหวัดเลย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก
กระชายดำจัดอยู่ในประเภทพืชสมุนไพร ได้มีการนำมาใช้เป็นส่วนผสมของสูตรยาสมุนไพรนานแล้ว โดยเฉพาะยากระชายดำสกัด.html">รักษาโรคต่างๆ และยาชูกำลังหรือยาบำรุงสมรรถภาพทางเพศ แต่จะเก็บไว้เป็นความลับเฉพาะตัวบุคคล ไม่เผยแพร่ให้รู้จัก ในอดีตจึงไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก แต่ในปัจจุบันได้รู้จักกระชายดำกันโดยทั่วไปแล้ว และได้รับฉายาว่าเป็น “#โสมไทย

ลักษณะทั่วไป

กระชายดำจัดอยู่ในกลุ่มพืชล้มลุก อายุหลายปี ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของกระชายดำ ดังนี้

ลำต้นเทียม อยู่เหนือดินลักษณะกลมแบน โตเต็มที่สูงประมาณ 30 เซนติเมตร ส่วนของแกนกลางลำต้นจะมีลักษณะแข็ง มีกาบใบที่อวบหนานุ่มหุ้มแกนลำต้นไว้ ลักษณะโดยรวมจะอวบอุ้มน้ำ
ใบ เป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ออกเรียงสลับกันเป็นรูปกรวย ใบเป็นรูปรีแกมรูปไข่ ใบอ่อนมีสีเข้มม่วงอมแดง และสีจะค่อยๆจางไปเป็นสีเขียวเมื่อโตขึ้นและใบใหญ่ขึ้น กาบใบมีสีแดงจางๆ ก้านใบยาวเป็นร่องปลายใบแหลม ขอบใบเรียบมีสีม่วงแดง ใบมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
เหง้าหรือหัว หัวหรือเหง้ากระชายดำที่ดีจะมีลักษณะผิวเรียบมันเปลือกบาง สีน้ำตาลคล้ำ มีข้อเป็นวงใหญ่จำนวนมาก ส่วนสีของเนื้อกระชายดำที่มีคุณภาพดีจะมีสีม่วงถึงม่วงเข้มหรือม่วงดำ เนื้อค่อนข้างละเอียด เส้นใยน้อย มีกลิ่นเฉพาะตัว และหัวสดจะยางสีขาวขุ่นด้วย
ราก รากกระชายดำมีลักษณะเป็นเส้นยาวคดเคี้ยว กระชายดำที่ปลูกในพื้นที่อุดมสมบูรณ์เมื่อลงหัวแก่รากจะสร้างปมขึ้นมาเป็นที่สะสม อาหารเพื่อนำไปเลี้ยงหัว ลักษณะปมจะเป็นรูปวงรีสีขาวนวล เนื้อในละเอียดและอวบน้ำ เรียกส่วนนี้ว่า “รากน้ำนม
ดอก ออกดอกเป็นช่อ โดยจะแทงช่อออกมาระหว่างก้านใบ ดอกมีสีขาวอมชมพู ริมปากดอกสีขาว เส้าเกสรสีม่วง เกสรสีเหลือง แต่ละดอกจะมีใบประดับ 2 ใบสีขาวอมเขียวหรือแดงอมม่วง โคนดอกเชื่อมติดกันเป็นช่อยาว ปลายดอกแยกออกจากกันเป็น 3 กลีบ
ผล มีขนาดเล็ก มีเมล็ดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดของผล ผลเป็นแบบผลแห้ง เมื่อแก่แล้วไม่แตก

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

เชื่อกันว่ากระชายดำที่มีคุณภาพจะต้องปลูกบนพื้นที่ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 500-700 เมตร เจริญเติบโตและลงหัวได้ดีในดินร่วนปนทรายที่อุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบน้ำขัง ชอบสภาพแดดร่มรำไร จึงนิยมปลูกกระชายดำระหว่างแถวของไม้ยืนต้น ต้องการความชื้นในอากาศสูง

การปลูก

การปลูกด้วยเหง้าหรือหัวเป็นวิธีที่นิยมกันมาก เพราะต้นขึ้นง่ายได้ผลเร็ว โดยใช้หัวแก่จัดอายุ 11-12 เดือน มาแบ่งเหง้าหรือหัวลงปลูกปัจจุบันสามารถปลูกกระชายดำได้ตลอดทั้งปี แต่ถ้าปลูกนอกฤดูจะต้องดูแลรักษามากขึ้น
การปลูกในที่ร่มเงาหรือปลูกแซมพืชอื่น ไถพรวนดิน แล้วขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 1 หน้าจอบ ระยะห่างระหว่างหลุมประมาณ 10-20 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมและคลุกเคล้าให้เข้ากัน
จากนั้นใช้หัวกระชายดำที่กำลังแตกหน่อ แบ่งข้อออก หรือใช้เพียงข้อเดียวก็เพียงพอ หรือจะใช้ทั้งหัวเลยก็ได้ แต่จะเป็นการสิ้นเปลืองพันธุ์ นำเหง้าพันธุ์ที่แบ่งเป็นชิ้นๆวางลงในหลุม แล้วกลบดินพอมิดและรดน้ำให้ชุ่ม

การปลูกในที่โล่งแจ้ง ไถพรวนดินตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นหากดินยังไม่ละเอียดพอ ให้ทำการไถพรวนย่อยดินอีกครั้ง แล้วขุดหลุมปลูกเป็นแถว หลุมลึกประมาณ 1 หน้าจอบ ใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมประมาณ 1 กำมือ จากนั้นใช้หัวหรือเหง้าวางปลูกในหลุมแล้วกลบดินพอมิดและรดน้ำให้ชุ่ม หากปลูกแบบยกร่องระยะการปลูกสามารถปลูกให้ถี่ขึ้นได้
การดูแลรักษา หลังจากปลูกหากฝนไม่ตกให้รดน้ำพอชุ่มแต่ไม่แฉะ อย่าให้น้ำขัง หลังจากกระชายดำเจริญเติบโตจนมีใบ 2-3 ใบขึ้นไป ให้กำจัดวัชพืชพรวนดิน และใส่ปุ๋ยคอกประมาณหลุมละ 1 กำมือ หรือใช้ปุ๋ยชีวภาพฉีดพ่นก็ได้ หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน กระชายดำก็จะเริ่มออกดอก จึงกำจัดวัชพืชพร้อมทั้งใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยชีวภาพอีกครั้ง จนกระทั่งเมื่อกระชายดำแก่จัดหรืออายุได้ประมาณ 8-9 เดือน จึงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

สำหรับสิ่งที่ควรระวังเป็นพิเศษในการปลูกกระชายดำ ได้แก่

1.ไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมีในการปลูกกระชายดำโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้หน่อที่เกิดใหม่ยาวและสีของหัวกระชายดำไม่ดำ ทำให้คุณภาพเปลี่ยนไป และที่สำคัญคือ เคมีจะทำให้คุณค่าของตัวยาสมุนไพรลดน้อยลงไป หรืออาจทำให้สารเคมีตกค้างในหัวกระชายดำได้ด้วย
2.ไม่ควรฉีดพ่นสารเคมีฆ่าแมลงหรือยาฆ่าหญ้า เพราะอาจทำให้สารเคมีเหล่านี้เข้าไปสะสมในหัวของกระชายดำได้
3.หลีกเลี่ยงการปลูกกระชายดำใกล้กับพืชสมุนไพรในตระกูลเดียวกัน เพราะอาจเกิดการผสมเกสร ทำให้กลายพันธุ์หรืออาจทำให้สรรพคุณเปลี่ยนไปจากเดิมได้

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

หลังจากปลูกประมาณ 8-9 เดือน กระชายดำจะเริ่มแก่ ซึ่งตัวยาจะย้ายลงไปสะสมอยู่ที่หัว โดยสังเกตจากใบคู่แรกจะเริ่มเหี่ยวแห้งและตกลงพื้น แต่ทางที่ดีควรจะรอจนใบแห้งทั้งหมดและต้นล้มจึงขุดหัวขึ้นมา
วิธีการเก็บเกี่ยว โดยขุดหัวขึ้นมาแล้วสลัดดินออก จากนั้นนำไปล้างน้ำเอาดินออกให้หมด แล้วจึงตัดรากที่ติดอยู่กับหัวออกแยกไปเก็บไว้ต่างหาก ซึ่งสามารถนำรากไปทำยาหรือขายได้เช่นกัน หลังจากล้างสะอาดดีแล้วให้นำไปใส่ในตะแกรงหรือกระด้ง แล้วผึ่งแดดไว้ประมาณ 2 วัน หรือเมื่อสังเกตว่าแห้งดีแล้ว จากนั้นนำไปผึ่งลมไว้ประมาณ 3 วัน แล้วจึงนำไปบรรจุขายหรือแปรรูป

http://s33.postimg.org/aycrr4bxr/image.jpg

กระชายดำมีรสฝาดเย็น กลิ่นหอมฉุน มีสรรพคุณมากมาย ได้แก่ #เป็นยาบำรุงหัวใจ #บำรุงกำลัง เป็นอายุวัฒนะ ช่วยให้โลหิตหมุนเวียนดี #ขยายหลอดเลือด #แก้ใจสั่นหวิว รักษาแผลสด #แก้โรคในท้อง เช่น ปวดท้อง จุดเสียด ปวดมวนในท้อง แก้บิดมูกเลือด แก้ท้องเดิน รักษาลำไส้ใหญ่อักเสบ
แก้โรคในปาก เช่น ปากเปื่อย ปากแตก แก้โรคซางในเด็ก #แก้โรคตาเจ็บ ตาแดง #แก้เบาหวาน แก้ไข้ #แก้ปวดเมื่อย ตามร่างกาย แก้ช้ำใน ขับปัสสาวะ ขับลม

ปัจจุบันกระชายดำนอกจากจะใช้ประกอบเป็นตัวยาโดยตรงแล้วยังนำไปบดเป็นผง บรรจุซองชงน้ำเย็น ดื่มบำรุงสุขภาพ ใช้ดองดื่มเพื่อให้เกิดความกระชุ่มกระชวย ทำลูกอม และที่นิยมที่สุดคือ ทำไวน์กระชายดำ   http://goo.gl/Ub8KGA

 

คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : สมรรถภาพเพศชาย

เครดิต : http://www.thaiherbweb.com/product-type/3299/กระชายดำสกัด.html

โสมเกาหลีสมุนไพรบำรุงความจำ,เสริมภูมิต้านทาน ป้องกันความชรา ความดันโลหิต

  1. โสมเกาหลี  

โสมเกาหลี

ทำไมยาอายุวัฒนะถึงต้องราคาแพง ทำไมยาอายุวัฒนะถึงต้องหาซื้อยาก ก็ต้องมีที่มาที่ไปกันหละนะว่า ทำไม ซึ่งยาอายุวัฒนะที่พูดถึงนี่ก็คือ โสมเกาหลี นั่นเอง เรามาทำความรู้จักกับโสมทั้งให้ด้านสุขภาพ และ ด้านความงามกัน แต่ก่อนที่จะได้ถึงจุดนั้น เรามาทำความรู้จักกับการก่อกำเนิดของโสมแบบฉบับย่อกันก่อน

โดยทั่วไปแล้วถ้าเราพูดถึงโสม ทุกคนก็จะบอกเป็นคำเดียวว่า อ้อ #โสมเกาหลี คำตอบที่ถูกคือ ถูกต้องนะครับ แต่ทว่า ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ อันที่จริงแล้ว โสม มีถิ่นฐานหลักๆอยู่ทั้งหมด 3 แหล่งด้วยกัน คือ

เอเชียน จินเซ็ง : นั่นก็คือ #โสมเกาหลี ซึ่งก็ปลูกในประเทศเกาหลีและในประเทศจีน โดยค้นพบว่า โสมเอเชียของเรานี้เป็นโสมที่มีประโยชน์สูง และยังรวมไปถึงเป็นโสมที่มีคุณค่าทางอาหารสุงสุดอีกด้วย

อเมริกัน #จินเซ็ง : โสมอเมริกา มีแหล่งเพาะปลูกอยู่ในแถบประเทศอเมริกา โดยยังพบว่า โสมอเมริกานี้มีคุณประโยชน์และคุณค่าทางอาหารรวมไปถึงประโยชน์ในด้านการรักษาด้วยกว่าโสมที่มีแหล่งเพาะปลูกอยู่ในประเทศแถบเอเชีย

ไซบีเรียน จินเซ็ง : โสมไซบีเรีย ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ซึ่งมีแหล่งเพาะปลูกอยู่ในไซบีเรีย โดยเมื่อเทียบด้านคุณประโยชน์และคุณค่าทางอาหารแล้ว โสมไซบีเรีย มีผลด้านการรักษาด้วยกว่า โสมสองแหล่งแรก

ในท้องตลาดกว่า 90% พบว่า ผลิตภัณฑ์จากโสม เป็นโสมที่มีแหล่งเพาะปลูกอยู่ในประเทศจีน และ เกาหลี และยังพบอีกว่า กว่า 70% เป็นโสมที่มาจากประเทศเกาหลีทั้งสิ้น เพราะโสมจากเกาหลีได้รับขนานนามว่าเป็นโสมที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดในโลก

กว่าที่ชาวบ้านจะปลูกโสมให้พวกเราได้สรรหามาเ ป็นเจ้าของได้นั้นต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5-6 ปี นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมโสมถึงมีคุณค่าทางอาหารสูงสุด เพราะระยะเวลานานมากขนาดนี้จึงส่งผลให้ส่วนรากของโสมเก็บกักอาหารไว้ได้มาก #รากโสม จึงเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ และลักษณะของรากโสมนั้นมีรูปร่างคลับคล้ายคลับคลาไปทางรูปร่างของมนุษย์ มีหัว ตัว แขน ขา พร้อมสรรพ อีกทั้งเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวเรียบร้อยแล้ว ที่ดินที่ปลูกโสมก็ยังไม่สามารถนำไปเพาะปลูกพืชผลอะไรได้ ให้ดีที่สุดต้องปลูกถั่วเพื่อให้อาหารกับดิน เพราะดินบริเวณที่ปลูกโสมนั้น จะเป็นพื้นดินที่ไม่มีธาตุอาหารแต่อย่างใดแล้ว เพราะโสมเค้าพากันเก็บกักไว้ที่รากของเค้าจนหมด ด้วยเหตุผลนี้นี่เอง จึงส่งผลราคาโสมนั้นเรียกได้ว่า แพงมากมาย โดยโสมที่เรารู้จักกันนั้น แบ่งออกเป็น 4 ประเภทด้วยกันคือ

#โสมแดง : คือ เราขุดโสมมาแล้วเราตัดรากแก้ว รากฝอยออกให้หมด แล้วนำไปอบไอน้ำ คุณค่าทางอาหารของโสมประเภทนี้จึงอยู่ครบถ้วน จึงถูกจัดว่าเป็นโสมที่มีคุณประโยชน์สูงสุด

โสมขาว : กระบวนการถนอมรักษาเบื้องต้นเหมือนโสมแดง แต่เพิ่มเติมโดยการนำโสมไปแช่น้ำเชื่อมทั้งนี้เพื่อให้สามารถเก็บโสมไว้ได้นานขึ้น หรือ อีกนัยเพื่อให้สามารถเก็บนำไปทำเป็นอาหารหรือแปรรูปอื่นๆได้อีก การที่นำโสมไปผ่านกระบวนการมากขึ้นจึงเป็นลดคุณประโยชน์ของโสมลงโดยปริยาย ดังนั้นราคาโสมขาวจึงถูกกว่าโสมแดง

โสมแห้ง : เหมือนการทำผักตากแห้งบ้านเรา คือ นำโสมมาตัดรากฝอย แล้วนำไปตากแห้งก่อน แล้วค่อยอบ

โสมสกัด : ตัวนี้อาจเรียกได้ว่า เป็นการนำ ทุกส่วนของโสมมาแปรรูปด้วยการสกัดเพื่อเป็นสารตั้งต้นในการทำอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องสำอางค์

หากหลายๆท่านที่เคยไปเที่ยวชมไร่โสมที่ประเทศเกาหลีมาแล้ว ลองสังเกตุหรือนึกย้อนกลับไปดีๆ ท่านจะพบว่า ชาวสวนโสมนั้น มีผิวพรรณที่ดีมาก แม้ว่าจะอายุมากแล้วแต่ก็ยังดูเปล่งปลั่ง #ผิวพรรณหน้าตาดูสดใส แก้มเป็นสีชมพู ดูมีเลือดฝาด รวมทั้ง ยังดูกระปรี้กระเปร่า #กระฉับกระเฉง ดูพวกเค้าไม่เครียด ก็เพราะชาวสวนปลูกโสมก็ต้องทานโสมเป็นเรื่องปกติ ลักษณะการทานของเค้าเหมือนทานหัวมันต้มบ้านเรา หรือ เอาไปเป็นเครื่องเคียงทานร่วมกันกับกิมจิ เมื่อทานบ่อยๆเข้าร่างกายก็จะได้รับประโยขน์จากโสมมากขึ้นเรื่อยๆ เลยทำให้ชาวสวนโสมดูไม่แก่ตามวัย เพราะอะไรก็เพราะในโสมมีสารชนิดหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติดังที่กล่าวมาข้างต้น สารตัวนี้คือ สารชาโปนิน ซึ่งทำหน้าที่ขับสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้เลือดไหลเวียนดี หรือพูดง่ายๆสารชาโปนินจะช่วยล้างสิ่งสกปรกต่างๆออกจากร่างกายของเรา จึงส่งผลให้ทุกส่วนของร่างกายรวมไปถึงอวัยวะภายในสะอาดและมี#ภูมิคุ้มกัน อยู่ตลอดเวลา

เมื่อคุณสมบัติของโสมมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมากมายมหาศาลเช่นนี้ ดังนั้นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการทานโสมคือ ช่วงเวลาที่ท้องว่าง ร่างกายจะสามารถดูดซึมสารสกัดที่เราได้รับจากโสมเข้าไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีที่สุด แต่ถ้าใครไม่อยากฝีนใจตัวเองว่าต้องทานโสมตอนไหนก็ไม่เป็นไร เพราะโสมเกาหลี คือแหล่งอาหารอันทรงคุณค่า จึงไม่มีข้อแม้ในการทาน เราสามารถทานโสมได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของร่างกายในด้านการรักษาว่าต้องการปริมาณโสมที่มากหรือน้อยกว่าเพียงใดเท่านั้น

นอกจากนี้ยังพบอีกว่า ในรากของโสมนั้นมีสาร #จินเซ็นโนไซด์ ซึ่งสารชนิดนี้มีหลายชนิด โดยจินเซ็นโนไซด์นั้นจะสะสมอยู่ในส่วนต่างๆของรากโสม โดยเราอาจจะรู้สึกแปลกใจเมื่อทราบว่า ส่วนที่มีจินเซ็นโนไซด์น้อยที่สุด คือส่วนตัว รองลงมาคือส่วนแขนขา และส่วนที่มีมากที่สุดคือ ส่วนหัว

ดังนั้นหากเราได้มีโอกาสได้ทานโสมหละก็ ไม่ต้องเกี่ยงว่าจะเป็นส่วนไหนขอบอกว่า ท่านเป็นหนึ่งในผู้ที่โชคดีเพราะครั้งหนึ่งในชีวิตท่านได้มีโอกาสได้ทานพืชที่มีประโยชน์และคุณค่าอย่างสูงสุดแล้วhttp://goo.gl/FQD7La   

               

                                        โสมแปะก๊วย

 

ทำไมต้องโสมของร้านนี้

เพราะร้านนี้เราใช้เฉพาะโสมเกาหลี เท่านั้น ไม่ใช่โสมอเมริกา สรรพคุณคนละระดับทานของดีคุ้มค่าผลิตจากรากโสมเกาหลีสด เกรด A อายุ 6 ปี มาผ่านกระบวนการทำให้แห้งอย่างรวดเร็ว เพาะป้องกันเอ็มไซด์จะทำลายสารจินเซนโนไซน์ในรากโสม หลังจากผ่านกรรมวิธีทำให้แห้งแล้ว ก็นำมาบดเป็นผงละเอียด 100% ผ่านการตรวจสอบแล้วควบคุมความชื้นให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แล้วนำมาบรรจุแค็ปซูล ขนาด 500 มิลลิกรัม

ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรระมัดระวังในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เพราะผู้ผลิตโสมมีมาตรฐานการผลิตที่แตกต่างกัน

  • มีผลต่อสมรรภาพของร่างกาย / ป้องกันความชรา

  • ช่วยป้องกันความอ่อนเพลีย , ความเมื่อยล้า

  • ทำให้ร่างกายมีความทนทานต่อการทำงานหรือการออกกำลังกายได้ยาวขึ้น ช่วยให้ร่างกายมีความกระปรี้กระเปร่าอยู่เสมอ

  • ช่วยฟื้นฟูความสมบูรณ์ของร่างกาย โดยเฉพาะหลังอาการเจ็บป่วย

  • ป้องกันความชรา กระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ของอวัยวะต่างๆ

  • ผลต่อระบบการไหลเวียนของโลหิต / ความดันโลหิต / ปริมาณน้ำตาลในเลือด

  • ช่วยทำความสะอาดหลอดเลือด ขจัดไขมันตามผนังหลอดเลือด

  • ขจัดสารพิษต่างๆในเลือด ช่วยให้เกล็ดเลือดมีความสมบูรณ์

  • กระตุ้นการเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว ป้องกันโรคโลหิตจาง

  • ปรับระบบความดันของโลหิต ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว

  • ป้องกันการช็อกในภาวะที่เสียเลือดมาก ช่วยในสตรีที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับรอบเดือน

  • บรรเทาอาการปวดประจำเดือน ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ

  • ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน

  • ผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน

  • ช่วยปรับสภาพร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล ป้องกันการติดเชื้อ

  • เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้ สุขภาพร่างกายที่อ่อนแอ เป็นหวัดง่าย แพ้อากาศ ไอหรือจามบ่อยๆ

  • ผลต่อระบบประสาทสัมผัส และระบบความจำ

  • ใช้กระตุ้นให้ร่างกายมีความตื่นตัว ป้องกันและลดความเครียด

  • ทำให้สมองปลอดโปร่ง โสมเกาหลี" href="http://www.thaiherbweb.com/product-type/3300/พลังโสมแท้-(6ปี).html">เสริมสร้างระบบความจำ

  • ยืดอายุเซลล์สมอง ช่วยให้ผ่อนคลาย

  • ผลต่อระบบการย่อย การดูดซึมและการขับถ่าย

  • ช่วยป้องกันโรคอ้วน ไขมันสะสม ฮอร์โมนผิดปกติ

  • โรคลำไส้อักเสบ

  • ท้องผูก ริดสีดวงทวาร

  • ผลต่อระบบอวัยวะภายใน (หัวใจ ตับ ปอด ม้าม ไต)

  • ควบคุมการผลิตและการทำงานของฮอร์โมนต่างๆให้อยู่ในภาวะสมดุล ป้องกันอาการเสียหาย

  • เสริมสร้างความแข็งแรงของอวัยวะภายในต่างๆ

  • ผลต่อระบบสืบพันธุ์และสมรรถภาพทางเพศ

  • กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนทางเพศ

  • ฟื้นฟูความสมบูรณ์ของเสปิร์ม และไข่

  • เพิ่มปริมาณและความแข็งแรงของเสปิร์ม

ข้อควรระวังในการใช้


1.ไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ ควรใช้เป็นช่วงๆ คือนาน 1-2 เดือน แล้วหยุด 1-2 เดือน แล้วเริ่มใหม่ เพราะโสมเป็นสมุนไพรมีประโยชน์สุง มีความร้อนสูงจึงควรทานเว้น ทานเว้น
2.ควรทานโสมก่อนอาหาร 3 ชั่วโมง และไม่ควรทานพร้อมวิตามินซี หรือผลไม้รสเปรี้ยว
3.อาจพบอาการข้างเคียงถ้าใช้ในขนาดสูงกว่าที่แนะนำ เช่นความดันโลหิตสูง ตื่นเต้น กระวนกระวาย ท้องเสีย เป็นผื่นที่ผิวหนัง นอนไม่หลับ ซึ่งเรียกว่า “ginseng abuse syndrome”

 

 

 

 

คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : โสมไทย

ที่มา : http://www.thaiherbweb.com/product-type/3300/พลังโสมแท้-(6ปี).html

กระชายดำแคปซูล แก้ปวดเมือย บำรุงร่างกาย บำรุงเพศชาย

กระชายดำ

#กระชายดำ

 กระชายดำ นอกจากจะมีสรรพคุณทางยามากมายแล้ว ยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้ด้วย ทำให้กระชายดำ เป็นที่ต้องการในตลาดทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ เรามาทำความรู้จักกับเจ้ากระชายดำ สมุนไพรยอดนิยมนี้กัน
ชื่อสามัญ :Belamcandachimensis
ชื่อวิทยาศาสตร์ :KaempferiaparvifloraWall.Ex Baker
ชื่อวงศ์ : ZINGIBERACEAE
ชื่ออื่นๆ :ว่านกระชายดำ กระชายม่วง ว่านเพชรดำ กระชายเลือด

กระชายดำสกัด.html">#กระชายดำมีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียใต้ พบมากในเขตป่าและภูเขาของประเทศไทยและประเทศลาว ปัจจุบันในประเทศไทยมีการปลูกกระชายดำกระจายทั่วไป แต่จะปลูกมากในพื้นที่จังหวัดเลย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก
กระชายดำจัดอยู่ในประเภทพืชสมุนไพร ได้มีการนำมาใช้เป็นส่วนผสมของสูตรยาสมุนไพรนานแล้ว โดยเฉพาะยารักษาโรคต่างๆ และยาชูกำลังหรือยาบำรุงสมรรถภาพทางเพศ แต่จะเก็บไว้เป็นความลับเฉพาะตัวบุคคล ไม่เผยแพร่ให้รู้จัก ในอดีตจึงไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก แต่ในปัจจุบันได้รู้จักกระชายดำกันโดยทั่วไปแล้ว และได้รับฉายาว่าเป็น “#โสมไทย

ลักษณะทั่วไป

กระชายดำจัดอยู่ในกลุ่มพืชล้มลุก อายุหลายปี ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของกระชายดำ ดังนี้

ลำต้นเทียม อยู่เหนือดินลักษณะกลมแบน โตเต็มที่สูงประมาณ 30 เซนติเมตร ส่วนของแกนกลางลำต้นจะมีลักษณะแข็ง มีกาบใบที่อวบหนานุ่มหุ้มแกนลำต้นไว้ ลักษณะโดยรวมจะอวบอุ้มน้ำ
ใบ เป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ออกเรียงสลับกันเป็นรูปกรวย ใบเป็นรูปรีแกมรูปไข่ ใบอ่อนมีสีเข้มม่วงอมแดง และสีจะค่อยๆจางไปเป็นสีเขียวเมื่อโตขึ้นและใบใหญ่ขึ้น กาบใบมีสีแดงจางๆ ก้านใบยาวเป็นร่องปลายใบแหลม ขอบใบเรียบมีสีม่วงแดง ใบมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
เหง้าหรือหัว หัวหรือเหง้ากระชายดำที่ดีจะมีลักษณะผิวเรียบมันเปลือกบาง สีน้ำตาลคล้ำ มีข้อเป็นวงใหญ่จำนวนมาก ส่วนสีของเนื้อกระชายดำที่มีคุณภาพดีจะมีสีม่วงถึงม่วงเข้มหรือม่วงดำ เนื้อค่อนข้างละเอียด เส้นใยน้อย มีกลิ่นเฉพาะตัว และหัวสดจะยางสีขาวขุ่นด้วย
ราก รากกระชายดำมีลักษณะเป็นเส้นยาวคดเคี้ยว กระชายดำที่ปลูกในพื้นที่อุดมสมบูรณ์เมื่อลงหัวแก่รากจะสร้างปมขึ้นมาเป็นที่สะสม อาหารเพื่อนำไปเลี้ยงหัว ลักษณะปมจะเป็นรูปวงรีสีขาวนวล เนื้อในละเอียดและอวบน้ำ เรียกส่วนนี้ว่า “รากน้ำนม
ดอก ออกดอกเป็นช่อ โดยจะแทงช่อออกมาระหว่างก้านใบ ดอกมีสีขาวอมชมพู ริมปากดอกสีขาว เส้าเกสรสีม่วง เกสรสีเหลือง แต่ละดอกจะมีใบประดับ 2 ใบสีขาวอมเขียวหรือแดงอมม่วง โคนดอกเชื่อมติดกันเป็นช่อยาว ปลายดอกแยกออกจากกันเป็น 3 กลีบ
ผล มีขนาดเล็ก มีเมล็ดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดของผล ผลเป็นแบบผลแห้ง เมื่อแก่แล้วไม่แตก

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

เชื่อกันว่ากระชายดำที่มีคุณภาพจะต้องปลูกบนพื้นที่ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 500-700 เมตร เจริญเติบโตและลงหัวได้ดีในดินร่วนปนทรายที่อุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบน้ำขัง ชอบสภาพแดดร่มรำไร จึงนิยมปลูกกระชายดำระหว่างแถวของไม้ยืนต้น ต้องการความชื้นในอากาศสูง

การปลูก

การปลูกด้วยเหง้าหรือหัวเป็นวิธีที่นิยมกันมาก เพราะต้นขึ้นง่ายได้ผลเร็ว โดยใช้หัวแก่จัดอายุ 11-12 เดือน มาแบ่งเหง้าหรือหัวลงปลูกปัจจุบันสามารถปลูกกระชายดำได้ตลอดทั้งปี แต่ถ้าปลูกนอกฤดูจะต้องดูแลรักษามากขึ้น
การปลูกในที่ร่มเงาหรือปลูกแซมพืชอื่น ไถพรวนดิน แล้วขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 1 หน้าจอบ ระยะห่างระหว่างหลุมประมาณ 10-20 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมและคลุกเคล้าให้เข้ากัน
จากนั้นใช้หัวกระชายดำที่กำลังแตกหน่อ แบ่งข้อออก หรือใช้เพียงข้อเดียวก็เพียงพอ หรือจะใช้ทั้งหัวเลยก็ได้ แต่จะเป็นการสิ้นเปลืองพันธุ์ นำเหง้าพันธุ์ที่แบ่งเป็นชิ้นๆวางลงในหลุม แล้วกลบดินพอมิดและรดน้ำให้ชุ่ม

การปลูกในที่โล่งแจ้ง ไถพรวนดินตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นหากดินยังไม่ละเอียดพอ ให้ทำการไถพรวนย่อยดินอีกครั้ง แล้วขุดหลุมปลูกเป็นแถว หลุมลึกประมาณ 1 หน้าจอบ ใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมประมาณ 1 กำมือ จากนั้นใช้หัวหรือเหง้าวางปลูกในหลุมแล้วกลบดินพอมิดและรดน้ำให้ชุ่ม หากปลูกแบบยกร่องระยะการปลูกสามารถปลูกให้ถี่ขึ้นได้
การดูแลรักษา หลังจากปลูกหากฝนไม่ตกให้รดน้ำพอชุ่มแต่ไม่แฉะ อย่าให้น้ำขัง หลังจากกระชายดำเจริญเติบโตจนมีใบ 2-3 ใบขึ้นไป ให้กำจัดวัชพืชพรวนดิน และใส่ปุ๋ยคอกประมาณหลุมละ 1 กำมือ หรือใช้ปุ๋ยชีวภาพฉีดพ่นก็ได้ หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน กระชายดำก็จะเริ่มออกดอก จึงกำจัดวัชพืชพร้อมทั้งใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยชีวภาพอีกครั้ง จนกระทั่งเมื่อกระชายดำแก่จัดหรืออายุได้ประมาณ 8-9 เดือน จึงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

สำหรับสิ่งที่ควรระวังเป็นพิเศษในการปลูกกระชายดำ ได้แก่

1.ไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมีในการปลูกกระชายดำโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้หน่อที่เกิดใหม่ยาวและสีของหัวกระชายดำไม่ดำ ทำให้คุณภาพเปลี่ยนไป และที่สำคัญคือ เคมีจะทำให้คุณค่าของตัวยาสมุนไพรลดน้อยลงไป หรืออาจทำให้สารเคมีตกค้างในหัวกระชายดำได้ด้วย
2.ไม่ควรฉีดพ่นสารเคมีฆ่าแมลงหรือยาฆ่าหญ้า เพราะอาจทำให้สารเคมีเหล่านี้เข้าไปสะสมในหัวของกระชายดำได้
3.หลีกเลี่ยงการปลูกกระชายดำใกล้กับพืชสมุนไพรในตระกูลเดียวกัน เพราะอาจเกิดการผสมเกสร ทำให้กลายพันธุ์หรืออาจทำให้สรรพคุณเปลี่ยนไปจากเดิมได้

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

หลังจากปลูกประมาณ 8-9 เดือน กระชายดำจะเริ่มแก่ ซึ่งตัวยาจะย้ายลงไปสะสมอยู่ที่หัว โดยสังเกตจากใบคู่แรกจะเริ่มเหี่ยวแห้งและตกลงพื้น แต่ทางที่ดีควรจะรอจนใบแห้งทั้งหมดและต้นล้มจึงขุดหัวขึ้นมา
วิธีการเก็บเกี่ยว โดยขุดหัวขึ้นมาแล้วสลัดดินออก จากนั้นนำไปล้างน้ำเอาดินออกให้หมด แล้วจึงตัดรากที่ติดอยู่กับหัวออกแยกไปเก็บไว้ต่างหาก ซึ่งสามารถนำรากไปทำยาหรือขายได้เช่นกัน หลังจากล้างสะอาดดีแล้วให้นำไปใส่ในตะแกรงหรือกระด้ง แล้วผึ่งแดดไว้ประมาณ 2 วัน หรือเมื่อสังเกตว่าแห้งดีแล้ว จากนั้นนำไปผึ่งลมไว้ประมาณ 3 วัน แล้วจึงนำไปบรรจุขายหรือแปรรูป

http://s33.postimg.org/aycrr4bxr/image.jpg

กระชายดำมีรสฝาดเย็น กลิ่นหอมฉุน มีสรรพคุณมากมาย ได้แก่ #เป็นยาบำรุงหัวใจ #บำรุงกำลัง เป็นอายุวัฒนะ ช่วยให้โลหิตหมุนเวียนดี #ขยายหลอดเลือด #แก้ใจสั่นหวิว รักษาแผลสด #แก้โรคในท้อง เช่น ปวดท้อง จุดเสียด ปวดมวนในท้อง แก้บิดมูกเลือด แก้ท้องเดิน รักษาลำไส้ใหญ่อักเสบ
แก้โรคในปาก เช่น ปากเปื่อย ปากแตก แก้โรคซางในเด็ก #แก้โรคตาเจ็บ ตาแดง #แก้เบาหวาน แก้ไข้ #แก้ปวดเมื่อย ตามร่างกาย แก้ช้ำใน ขับปัสสาวะ ขับลม

ปัจจุบันกระชายดำนอกจากจะใช้ประกอบเป็นตัวยาโดยตรงแล้วยังนำไปบดเป็นผง บรรจุซองชงน้ำเย็น ดื่มบำรุงสุขภาพ ใช้ดองดื่มเพื่อให้เกิดความกระชุ่มกระชวย ทำลูกอม และที่นิยมที่สุดคือ ทำไวน์กระชายดำ   http://goo.gl/Ub8KGA

 

คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : สมรรถภาพเพศชาย

ที่มา : http://www.thaiherbweb.com/product-type/3299/กระชายดำสกัด.html

สมุนไพร รีแพร์ ฮ๊๋ยุ่ม รากสามสิบ เพื่อความสุขผู้หญิง

#หญ้ารีแพร์ สมุนไพร รักษาโรค

 

                                  หญ้ารีแพร์

        


เมื่อไม่นานมานี้เคยสังเกตุบริเวณสวนหน้าบ้านเหมือนกันว่า หญ้าขึ้นรกมาก จึงต้องถึงเวลาตัดหญ้าซะบ้างแล้ว ตัดไปตัดมาก็เกือบเตียนหมดแล้ว ปรากฎได้ยินเสียงร้องมาแต่ไกล อ้าว!เสียงแม่ร้อง ร้องบอกให้เราหยุดตัดหญ้าเดี๋ยวนี้ ก็ปิดเครื่องทันที ถามไถ่ไปมาได้ความว่า มีต้นหญ้าชนิดหนึ่ง ลักณะใบคล้ายๆใบไผ่ลายใบมีลักษณะเป็นลายริ้วตรงๆ ลำต้นคล้ายหญ้าขนอ่อน แต่ไม่เป็นข้อปล้อง ใบค่อนข้างเยอะ สีออกเขียวสด ไม่เข้ม บางก็ลักษณะคล้ายสีตองนวล ไม่ต้นจะค่อนข้างสูง สูงคล้ายหญ้าขนอ่อน เจ้าต้นที่พรรณนามาซะยาวนี่หละที่แม่ร้องเสียงหลงว่า ห้ามตัดเด็ดขาด เพราะมันคือ หญ้ารีแพร์

 

#หญ้ารีแพร์ ใบคล้ายใบไผ่ ก็เพราะเป็นพืชในตระกูลไผ่ อันที่จริงปลูกง่ายมากๆ สามารถขยายพันธุ์หญ้ารีแพร์ได้ด้วยวิธีการแตกหน่อ หรือ เพาะเมล็ด แต่ถ้าใครโชคร้ายไปเจอหญ้ารีแพร์ต้นตัวผู้แล้วหละก็ จะไม่สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดได้ เพราะหญ้ารีแพร์ตัวผู้ไม่มีเมล์ด ต้องเป็นหญ้ารีแพร์ตัวเมียเท่านั้น ดังนั้นวิธีการขยายพันธุ์ที่เป็นที่นิยมและง่ายก็คือวิธีการขยายพันธุ์โดยการแตกหน่อ ทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย

 

เจ้าพืชสมุนไพรตัวนี้โด่งดังมาถึงขนาดว่า เพาะขายกันไม่ทัน หรือแม้กระทั่งมีโจรขโมยหญ้ารีแพร์กันเลยทีเดียว และที่ยิ่งไปกว่านั้นมีการขายหญ้ารีแพร์ปลอมด้วย ดังนั้นหากสาวๆท่านใดต้องการมีหญ้ารีแพร์ไว้ในครอบครองก็ต้องสนใจคุณลักษณะเด่นเฉพาะตัวที่สามารถแสดงอัตลักษณ์ หรือ ความเป็นตัวตนของหญ้ารีแพร์ได้ ลักษณะของหญ้ารีแพร์ก็ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จดจำก่อนซื้อหามาครอบครอง

 สรรพคุณของหญ้ารีแพร์ รากสามสิบที่เราควรรู้ อาทิ

 

ช่วยทำให้ช่องคลอดกระชับ โดยเฉพาะคุณแม่ทั้งหลายที่ผ่านการมีบุตรมาแล้ว

เป็นพืชสมุนไพรอีกตัวหนึ่งที่เหมาะแก่การนำไปอบ อาบ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ผิวพรรณ คุณสาวๆจะเปล่งปลั่งดูมีน้ำมีนวล ทำให้บาดแผลหายเร็ว ที่สำคัญทำให้มดลูกเข้าอู่ได้ด้วยในหญ้ารีแพร์มีสารสำคัญคือ ซิลิกา โดยสารชนิดนี้เป็นแหล่งกำเนิดของคอลลาเจน ทำให้เราดูเด็กไม่แก่ก่อนวัยหญ้ารีแพร์สามารถนำมาทานได้ คือ เด็ดยอดไปลวกจิ้มน้ำพริก หรือ นำใบไปคั้นทำน้ำดื่มได้ ก็จะช่วยในการขับปัสสาวะ รวมทั้งยังช่วยให้ รากสามสิบ" href="http://www.thaiherbweb.com/product/206430/รากสามสิบหรือสาวร้อยผัว.html">#ผิวชุ่มชื้น ดูเปล่งปลั่งสำหรับคุณสมบัติที่ทำให้หญ้ารีแพร์ รากสามสิบโด่งดังถึงขนาดต้องขโมยกันขาย ก็คือ #ช่วยกระชับช่องคลอด #ช่วยให้มดลูกเข้าอู่ แต่ในการนำมาใช้ก็ต้องรู้จักวิธีใช้ให้ถูกต้องด้วย โดยสามารถทำได้ทั้งการอบไอน้ำ และ การรมควัน

การอบไอน้ำ เราก็ใช้หญ้ารีแพร์ นำไปต้มรวมกันกับสมุนไพรตัวอื่นๆ โดยหากจะเน้นคุณสมบัติของหญ้ารีแพร์ก็ให้เลือกผสมหญ้ารีแพร์ในสัดส่วนที่มากหน่อย โดยก่อนที่จะอบไอน้ำ ควรอาบน้ำให้ร่างกายสดชื่นก่อนแล้วจึงอบตัวด้วยสมุนไพรต่อ แต่ควรรักษาอุณหภูมิในการอบไม่ให้ร้อนจนเกินไป จนกระทั่งหายใจไม่ออกเพราะจะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ซึ่งวิธีการนี้ก็จะช่วยให้ #ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ดูเต่งตึงมีน้ำมีนวล ไม่แห้งกร้าน อีกทั้งยังทำให้มดลูกเข้าอู่อีกด้วย

 

การรมควัน วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ รุ่นย่าแล้ว โดยให้เรานำหญ้ารีแพร์ที่มีอายุ 45 วันขึ้นไปมาตากแดดก่อน แต่ไม่ได้ตากให้แห้งแค่พอให้รู้ว่า หญ้ารีแพร์ผ่านการตากแดดมาแล้ว จากนั้นให้ตั้งเตาถ่าน โดยถ่านหรือไม่ที่ใช้ต้องไม่ติดไฟ โดยจะต้องมีแต่ควันเท่านั้น แล้วให้นำไปวางไว้ใต้เก้าอี้ที่เจาะรู้ตรงกลางเพื่อให้ควันพุ่งขึ้นมาโดยตรง คุณผู้หญิงพร้อมแล้วก็นั่งไปที่เก้าอี้เจาะรู้ไปเลย ซึ่งจะเป็นการรมควันเฉพาะจุด โดยความร้อนที่ออกมาจากเตาในการเผาหญ้าจะต้องไม่ร้อนเกินไปเพราะอาจเป็นอันตรายได้ อีกทั้งในการรมควันเราจะต้องไปสูดดมควันเข้าไปโดยตรงเพราะจะส่งผลอันตรายต่อตัวเองได้ โดยในการรมควันควรใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที วิธีนี้จะช่วยให้ช่องคลอดกระชับได้เร็วขึ้น จะช่วยลดอาการอักเสบของแผล #ช่วยลดบวม #ช่วยสมานแผลให้เร็วขึ้น และควรทำอย่างน้อย 2-5 ครั้ง ก็จะเห็นผลเร็วทันตา หรือถ้าไม่อยากยุ่งยากสมัยนี้ร้านสปาต่างๆก็มีหญ้ารีแพร์ที่เป็นส่วนหนึ่งในการอบตัวหรือทำสปาแล้ว สาวๆหลังคลอดที่ต้องการอยู่ไฟก็สามารถใช้หญ้าชนิดนี้ได้ โดยร้านสปาก็จะสามารถจัดให้ได้

โดยแพทย์แผนไทยได้ออกมาแจ้งแล้วว่าหญ้ารีแพร์ไม่ได้มีอันตรายใดๆต่อร่างกาย แต่สิ่งที่จะเป็นอันตรายซึ่งก็มีข่าวมาแล้วก็คือ หญิงสาวอยากสวย ตายขณะที่อบตัวด้วยสมุนไพร สาเหตุคือ ขาดอากาศหายใจ ถ้าอยากสวยแต่ไม่ได้ชีวิตกลับไปแบบนี้ก็ไม่คุ้มกันเลยและด้วยคุณสมบัติในการสมานบาดแผล การลดบวม อักเสบของหญ้ารีแพร์นั้น ก็อาจเป็นแนวทางในการคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากหญ้ารีแพร์เมื่อให้สาวๆสามารถนำหญ้ารีแพร์ไปใช้ได้อย่างสะดวกมากขึ้นได้ โดยไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของครีม ของเครื่องดื่มสมุนไพร หรือน้ำมันทาตัวนวดตัวในธุรกิจสปาได้laughing

 

#รากสามสิบหรือสาวร้อยผัว #สมุนไพรรีแพร์ #กระชับภายในสตรี

รากสามสิบ

  

"สาวร้อยผัว" เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีการศึกษวิจัยกันมากพอสมควร ในด้านการศึกษาวิจัยในห้องทดลองพบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา คือ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา คลายกล้ามเนื้อของมดลูก บำรุงหัวใจ แก้การอักเสบ แก้ปวด มีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน ยับยั้งเบาหวาน เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ต้านอาการเม็ดเลือดขาวต่ำ ลดระดับไขมันในเลือด ป้องกันกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ลดอาการหัวใจโตที่เกิดจากความดันโลหิตสูง ขับน้ำนม ยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ยับยั้งพิษต่อตับ

ในตำราอายุรเวทใช้รากสามสิบเป็นสมุนไพรหลักสำหรับบำรุงในผู้หญิง ในการทำให้ผู้หญิงกลับมาเป็นสาว นอกจากนี้ยังช่วยแก้ปัญหาอื่นๆ ของผู้หญิงเช่น ภาวะประจำเดือนไม่ปกติ ปวดประจำเดือน ภาวะมีบุตรยาก ตกขาว ภาวะอารมณ์ทางเพศเสื่อมถอย ภาวะหมดประจำเดือน ( menopause )#รากสามสิบ หรือ #ศตวารี ถือเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์มากสำหรับผู้หญิงช่วยในการสร้างสมดุล แก่ระบบฮอร์โมนเพศหญิง

ศตวารีเป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติหลัก สำหรับบำรุงโลหิตสตรี และฟื้นฟูความกระชับของช่องคลอด บำรุงมดลูก ไข่ และเตรียมอวัยวะเพศหญิงให้มีความพร้อมต่อการตั้งครรภ์ ป้องกันการแท้งลูก อีกทั้งยังช่วยบำรุงน้ำนมประโยชน์ของ ศตวารี มีมากมายเพราะประกอบด้วย ไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนในผู้หญิง มีความสำคัญเพื่อคงความสาวสำหรับผู้หญิง ในทางเภสัชมีการแนะนำว่าพืชที่ให้ เอสโตรเจน มีผลดีกว่าการใช้ตัวยาปรับสมดุลฮอร์โมน เนื่องจากไม่มีผลข้างเคียงในทางลบสำหรับผู้ชาย เป็นยาชูกำลังเช่นเดียวกับโสมเนื่องจาก รากสามสิบ เป็นสมุนไพรธรรมชาติที่มี สรรพคุณบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย ชะลอความชรา ชาวฮินดูเรียกสมุนไพรชนิดนี้ว่า "ราชินีแห่งสมุนไพร" เนื่องจากช่วยส่งเสริมความรัก และ กระชับความสัมพันธ์ให้ชีวิตคู่

** ปัจจุบันมีสารสกัด ด้วยน้ำของรากสามสิบ จากอินเดีย ไปจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา ในลักษณะเป็น Dietary supplement กล่าวคือ สามารถขายได้ทั่วไปอย่างอิสระไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์


เหตุผลที่ สาวๆนิยมใช้ และใช้อย่างต่อเนื่อง

** ช่วยกระชับช่องคลอด ทำให้แฟนไม่เบื่อ แทบไม่รุ้เลยว่าเราเคยมาก่อนรึเปล่า เหมือนเป็นครั้งแรกของเรา

**ช่วยฆ่าเชื้อโรคในช่องคลอด ทำให้ช่องคลอดสะอาด ไม่เป็นกังวลเรื่อง กลิ่นอับ อีกต่อไป
**เป็นสมุนไพรธรรมชาติ ไม่ใช่สารเคมี ไม่ตกค้าง ไม่ส่งผลเสียในระยะยาว
**ราคาไม่แพง เพราะเป็นพืชสมุนไพรที่ปลูกได้ในประเทศไทย ภูมิปัญญาไทยๆ ไม่เสียค่านำเข้าใดๆ

และเพื่อให้ง่าย และสะดวกในการบริโภคสมุนไพร แต่ยังคงไว้ซึ่งสรรพคุณหลักในสมุนไพร จึงทำเป็นแคปซูลซึ่งนำเฉพาะส่วนที่เป็นราก ซึ่งเป็นส่วนที่มีคุณค่า และสรรพคุณทางยามากที่สุด มาผ่านกระบวนการอบ บด และอัดใส่แคปซูล

 

 

 



ที่มา : http://www.thaiherbweb.com/product/206430/รากสามสิบหรือสาวร้อยผัว.html